สงครามกลางเมืองซีเรีย : จุดจบที่ยังมองไม่เห็น

การประท้วงต่อต้าน รัฐบาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่สำหรับในซีเรียแล้ว อาจเรียกได้ว่าแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เพราะการประท้วงดังกล่าวได้ลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ที่ยังมองไม่เห็นทางออก แถมยังมีปัจจัยเสริม อย่างการใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสงครามนี้ จะยังไม่จบลงได้ง่ายๆ 
 
 
เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในซีเรีย ถือเป็นผลกระทบลูกโซ่ของปรากฏการณ์อาหรับสปริง ที่ประชากรในหลายประเทศในแถบตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง และต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ที่ปกครองประเทศมานานหลายปี จนเกิดเป็นการปฏิวัติประชาชน ซึ่งแม้ว่าการปฏิวัติดังกล่าวจะสิ้นสุดลงไปแล้วในหลายประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหลายประเทศ เหตุการณ์การประท้วงยังคงยืดเยื้อ โดยเฉพาะในซีเรีย ที่ล่วงเข้าสู่ปีที่ 3 แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ในทางตรงกันข้าม ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและกองทัพ
 
 
จุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่ในซีเรีย คือเดือนมีนาคมปี 2554 เมื่อชาวซีเรียในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศ และตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ได้รวมกัน เนื่องในวัน "Day of Dignity" หรือวันแห่งเกียรติยศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยกองทัพได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนอย่างหนัก จนทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ด้านสหรัฐฯได้ออกมาประกาศบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรซีเรีย ฐานปราบปรามประชาชน
 
 
การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนต่อจากนั้น จนมีรายงานผู้เสียชีวิตนับร้อยราย   ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องเป็นครั้งแรก ให้นายอัล-อัสซาดก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี 
 
 
ต่อมาในเดือนเมษายน สหประชาชาติหรือยูเอ็นได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการจัดเจรจาหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย แต่ไม่เป็นผล การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป   2 เดือนต่อจากนั้น ยูเอ็นจึงยอมถอดใจ ประกาศระงับการปฏิบัติภารกิจในซีเรีย โดยให้เหตุผลว่า การสู้รบที่ยืดเยื้อเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำงานของเจ้าหน้าที่ยูเอ็น  เข้าสู่ช่วงปลายปี 2555 การต่อสู่ระหว่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและกองทัพซีเรียยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสามารถยึดกองทัพ และฐานที่มั่นที่สำคัญหลายแห่งของรัฐบาลเอาไว้ได้ และเริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้กับกรุงดามัสกัสทุกที 
 
 
เริ่มต้นปี 2556 ในดือนมกราคม มีการพบศพเหยื่อที่ถูกมัด และยิงเสียชีวิตกว่า 65 ศพ ในเมืองอเลปโป โดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยืนยันว่าเป็นฝีมือของกองทัพ สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวซีเรียจำนวนมาก 
 
 
ต่อมาในเดือนเมษายน หลังจากที่ข่าวการสู้รบในซีเรียเริ่มหายไปจากสื่อกระแสหลัก ทั่วโลกก็ต้องหันกลับมาให้ความสนใจกับซีเรียอีกครั้ง เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศส คือสองชาติแรก ที่นำข้อมูลเรื่องการใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนในซีเรียมาเปิดเผยต่อสาธารณชน  และรวบรวมหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ส่งให้กับยูเอ็น ต่อมาในเดือนมิถุนายน ทางการสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มีการใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนจริง ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ ที่ต้องการให้ชาติตะวันตกใช้กำลังเข้าแทรกแซงซีเรีย ตามที่นายโอบามา เคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าหากว่าซีเรียล้ำเส้นตายที่สหรัฐฯกำหนด สหรัฐฯอาจใช้กำลังเข้าโจมตีซีเรีย เพื่อยุติภาวะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานาน
 
 
แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่สหรัฐฯก็ยังไม่ตัดสินใจเข้าแทรกแซงซีเรีย ขณะที่ รายงานผู้เสียชีวิตจากอาวุธเคมีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนสิงหาคม ยูเอ็นได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย โดยนานาชาติได้กดดันให้รัฐบาลซีเรียเปิดทางให้คณะผู้สังเกตการณ์กลุ่มนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างอิสระ 
 
 
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น มีการสรุปอย่างเป็นทางการโดยยูเอ็นว่า ซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนจริง โดยเป็นแก๊สพิษซาริน ที่มีผลต่อระบบประสาท แต่ไม่ได้สรุปว่าผู้ที่ใช้อาวุธดังกล่าวเป็นฝ่ายใดกันแน่  จากนั้นยูเอ็นได้มอบหลายให้องค์การต่อต้านการใช้อาวุธเคมี หรือ OPCW ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศ ประจำการอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าไปตรวจสอบเรื่องอาวุธเคมีในซีเรีย ท่ามกลางกระแสกดดันนานาชาติที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาติพันธมิตรของซีเรียอย่างจีน และรัสเซีย ที่แนะนำให้ซีเรียเร่งจัดการปัญหาเรื่องอาวุธเคมี ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้
 
 
ท้ายที่สุด ซีเรียยอมทำข้อตกลงกับประชาคมระหว่างประเทศ ในการปลดอาวุธเคมี ซึ่งหน่วยงานที่จะเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ ก็คือ OPCW โดยผลงานดังกล่าว ได้ส่งให้ OPCW มาแรงแซงทางโค้งคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครอง สำหรับกระบวนการทำลายอาวุธเคมีต่อจากนี้ สหรัฐฯได้รับอาสาเป็นหัวเรือหลัก ในการสนับสนุนเรือรบ ที่มีเทคโนโลยีพิเศษสามารถทำลายอาวุธเคมีได้ เพราะไม่มีประเทศใดยอมให้ใช้พื้นที่ของตัวเองในการทำลายอาวุธเคมีดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเรือรบออกไปลอยลำในน่านน้ำระหว่างประเทศ เพื่อปฏิบัติการทำลายอาวุธเคมีดังกล่าว คาดว่ากระบวนการนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2557

2 มกราคม 2557 เวลา 17:49 น.

View 4201

Keyword: บารัก โอบามา , สหประชาชาติ , นักโทษการเมือง , รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ , ยูเอ็น , แอฟริกาเหนือ , ตะวันออกกลาง , ซีเรีย , สงครามกลางเมือง , รัฐบาลเผด็จการ , เจรจาหยุดยิง , กรุงดามัสกัส , บาชาร์ อัล-อัสซาด , อาวุธเคมี , อาหรับสปริง , แก๊สพิษซาริน , opcw

Embed code :

ARCHIVE

หัวหน้า คสช.ยันกันยายนนี้ได้รัฐบาล

​รายการ Voice News ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2557 (22.00 น.)

ยอดเสียชีวิตจากอีโบลาเกือบ 730 ราย

รายการ Voice News ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2557 (18.30 น. )

สนช.รายงานตัววันแรก

สนช.ทยอยรายงานตัววันแรก ตวง อันทะไชย อดีตส.ว. สรรหา ระบุไม่รู้ตัวล่วงหน้า พร้อมขออย่าสนใจสัดส่วนทหารมากกว่าพลเรือน

การบินไทยเฝ้าระวังไวรัสอีโบลา

รายการ Voice News ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2557 (07.00น.)

ช่องทีวีดิจิตอล จ่อบอยคอตจ่ายค่าประมูลฯ

รายการ Voice News ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 (22.00 น.)