BLOG

Make It Clear  “กฎหมายสี่ชั่วโคตร” อาจเป็นระเบิดเวลา ที่ให้โทษมากกว่าคุณ
18 สิงหาคม 2560 เวลา 12:28 น.
Make It Clear  “กฎหมายสี่ชั่วโคตร” อาจเป็นระเบิดเวลา ที่ให้โทษมากกว่าคุณ
Make It Clear  “กฎหมายสี่ชั่วโคตร” อาจเป็นระเบิดเวลา ที่ให้โทษมากกว่าคุณ

พงศ์ บัญชา

คอลัมนิสต์อิสระ

ถ้าสิบปีก่อน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. (ชุดที่แต่งตั้งโดย คมช. นะ ไม่ใช่ชุดปัจจุบันของ คสช.) ขยันเข้าประชุมมากกว่านี้สักนิดหน่อย ป่านนี้ เมืองไทยก็คงใสสะอาดปราศจากคอร์รัปชั่น เพราะมี “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร” ออกมาสกัดการทุจริต พวกผลประโยชน์ทับซ้อน-เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง-ยื่นหมูยื่นแมว-ฯลฯ ทั้งหลายแหล่ จะไม่มีให้เห็น จนต้องลำบาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ให้ต้องออกจากกรมกองมาทำงานการเมืองที่ตนเองไม่ถนัด และไม่อยากจะทำเลย จนผ่านมา 3 ปีเศษแล้ว

แต่สมาชิก สนช. ชุดนั้น ทำพลาดนิดเดียว แค่เข้าประชุมลงมติร่างกฎหมายดังกล่าวในวาระที่สาม ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่จะเป็นชี้เป็นชี้ตายว่ากฎหมายใดจะออกมาบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ไม่ครบองค์ประชุม” จนถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไป 

ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะ สนช. ชุดนั้นมีกูรูกฎหมายระดับพญาครุฑอย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ นั่งเป็นประธาน ขณะที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วิษณุ เครืองาม รวมถึงเลขาธิการกฤษฎีกาเวลานั้น อย่างพรทิพย์ จาละ ก็นั่งร่วมประชุมอยู่ข้างล่าง ไม่น่าจะพลาดกับเรื่องง่ายๆ แค่องค์ประชุม

สำหรับผม กฎหมายเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่ต่างจาก “กฎหมายในตำนาน” เพราะตั้งแต่เข้ามาเป็นนักข่าวสายการเมืองได้ใหม่ๆ ก็ได้ยินนักข่าวรุ่นพี่หลายคนพูดถึงกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากขณะนั้นคำศัพท์ conflict of interests เพิ่งฮิตติดหูประชาชนและสื่อมวลชนได้ไม่นาน จากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

รุ่นพี่นักข่าวคนหนึ่งเคยถามมีชัยว่า คำว่า “เจ็ดชั่วโคตร” นี่มันกินความกว้างแค่ไหน ปรากฏว่า ประธาน สนช. ในเวลานั้นถึงกับต้องขอปากกาและกระดาษมานั่งเขียนเป็นแผนผังว่าจะครอบคลุมถึงบุคคลใกล้ชิด “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง/เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ถึง 84 คน!

ความเข้มงวดของกฎหมายฉบับนั้น ทำให้ว่ากันว่า ถ้ามีญาติเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทั่งจะไปทำเรื่องขอใช้น้ำประปา ไฟฟ้า หรือโทรศัพท์ ก็อาจจะมีความผิดถึงขั้นติดคุก

และด้วยความเข้มงวดนี้เอง ที่ทำให้หลังจากถูกตีตกไปในปี 2551 แม้จะมีบางฝ่ายเสนอให้หยิบมาพิจารณาใหม่ ก็ไม่มีใครดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะนักการเมืองก็ไม่อยากได้ ข้าราชการก็ไม่เอา

กระทั่ง เมื่อมีการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในเหตุผลย่อมรวมถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดก่อนๆ กฎหมายนี้จึงถูกปลุกผีมาอีกครั้ง โดยมีการถกเถียงเรื่องเครือข่ายของผู้มีอำนาจที่ห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนกลับไปกลับมา ว่าจะเจ็ดชั่วโคตร สี่ชั่วโคตร หรือสามชั่วโคตรดี ที่สุดก็ลงตัวที่ “สี่ชั่วโคตร” กลายมาเป็นพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ซึ่งที่ประชุม สนช. เพิ่งมีมติรับหลักการในวาระแรกไปด้วยคะแนน 150 เสียง เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐ “กระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” ทั้งการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การให้ข้อมูลภายใน การริเริ่มโครงการ การอนุมัติ อนุญาต ให้สัมปทาน ฯลฯ โดยกำหนดอัตราโทษของการฝ่าฝืนไว้สูงสุดที่จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

แต่หากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย โทษจะถูก “คูณสอง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจะสร้างปัญหาในอนาคต ก็คือการกำหนดนิยามของคำว่า “ญาติ” ทั้ง 4 ชั่วโคตร อันเป็นที่มาของชื่อกฎหมาย ทั้งบุพการี คู่สมรส พี่น้อง และบุตร เพราะในร่างกฎหมายยังมีคำว่า “ผู้สืบสันดาน” ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำๆ นี้อาจหมายรวมถึง ลูก หลาน เหลน ลื่อ ซึ่งไกลกว่าแค่ 4 ชั่วโคตรแน่ๆ

กระทั่งในเอกสารการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานราชการด้วยกันเอง ก็ยังมีเสียงท้วงติงในเรื่องนี้ นิยามของคำว่า “ญาติ” ที่ยังไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับความเป็นห่วงจากสมาชิก สนช.จากภาคธุรกิจ ที่มองว่าหากเขียนนิยามให้กว้างเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาในการเข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชน

แน่นอนว่า กฎหมายที่ออกมาเพื่อขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกคนย่อมจะต้องสนับสนุนอยู่แล้ว แต่การออกกฎหมายมาโดยไม่รอบคอบ หรือไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ นอกจากจะไม่แก้ปัญหาเดิม ยังอาจไปเพิ่มเติมปัญหาใหม่ ตัวอย่างที่เห็นๆ กัน ก็คือ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่ต้องใช้มาตรา 44 เลื่อนการใช้บังคับออกไปอีกครึ่งปีนั่นแหล่ะ

กฎหมายที่ออกมาด้วยเจตนาที่ดี ใช่จะสร้างผลลัทธ์ที่ดีได้เสมอไป

 

อ่านเพิ่มเติม

ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนร่วม  พ.ศ....

ARCHIVE BLOG

Make It Clear: กฎหมายที่บังคับให้สื่อออนไลน์ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง

Make It Clear: กฎหมายที่บังคับให้สื่อออนไลน์ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง

รู้กันดีว่า “โลกไซเบอร์” เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจยุคปัจจุบันพยายามจะหาวิธีควบคุมให้อยู่หมัด…
Make It Clear: กฎหมายและการเมือง เบื้องหลังคำพิพากษาคดี 7 ตุลาฯ

Make It Clear: กฎหมายและการเมือง เบื้องหลังคำพิพากษาคดี 7 ตุลาฯ

ไม่ว่าแต่ละคนจะมองคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง…
Make It Clear: ทำไม กม.คุมเหล้า ถึงเปิดช่องให้ “ตีความ” กลับไปกลับมาได้

Make It Clear: ทำไม กม.คุมเหล้า ถึงเปิดช่องให้ “ตีความ” กลับไปกลับมาได้

ปล่อยให้วุ่นวาย ต้องไปไล่ลบรูปเก่าๆ ที่ถ่ายคู่กับเครื่องดื่มสีอำพัน แม้จะแสนเสียดายบางภาพที่เก็บบันทึกความทรงจำอันแสนงดงาม…
 Make IT Clear: กม.เอาผิดนักการเมือง “ลับหลัง” และ “ย้อนหลัง”

Make IT Clear: กม.เอาผิดนักการเมือง “ลับหลัง” และ “ย้อนหลัง”

สัปดาห์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “สัปดาห์แห่งคดีความ” เพราะมีข่าวคดีความใหญ่ๆ…
Make It Clear: “ปฏิรูปตำรวจ” ควรเริ่มที่ตรงไหน

Make It Clear: “ปฏิรูปตำรวจ” ควรเริ่มที่ตรงไหน

อาจเพราะวาทะ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”…
TOP
NOW :