BLOG

'รถเมล์ทาสี' มิติใหม่ของประวัติศาสตร์ขนส่งมวลชนไทย
18 สิงหาคม 2560 เวลา 16:06 น.
'รถเมล์ทาสี' มิติใหม่ของประวัติศาสตร์ขนส่งมวลชนไทย

ดีเดย์ทดลองวิ่ง “รถเมล์ใหม่” เมื่อสองสามวันที่แล้วเป็นยังไงกันบ้าง?

ที่ถามไม่ใช่ไร เพราะทุกวันนี้บ้านฉันใกล้ที่ทำงานมาก นั่งแต่วินปากซอยจนไม่ได้นั่งรถเมล์มานาน เลยนึกเสียวๆ ว่าถ้ารถเมล์ใหม่มันจำยากแบบที่กลัวกันจริงๆ ฉันเกรงว่าอีกหน่อยความรู้ด้านการเดินทางอย่างประหยัดของฉันจะเปลี้ย พาลต้องนั่งแต่แท็กซี่เหม็นอับกับพี่วินอยู่ร่ำไป

จริงๆ “อะไรใหม่ๆ” นี่เป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยมาตั้งแต่อดีตนั่นแหละ

เมื่อ 110 ปีก่อน บริการขนส่งมวลชนสาธารณะในเขตพระนครก็ถือเป็นของใหม่ล่าสุด ตอนนั้น “รถเมล์” ที่เราคุ้นชื่อกันเป็น “รถม้า” นะเธอ มีผู้ริเริ่มกิจการคือ “พระยาภักดีนรเศรษฐ” หรือนายเลิศ เศรษฐบุตร วิ่งจากสะพานยศเสไปประตูน้ำสระปทุม

แป๊บๆ ความต้องการมากขึ้น รถม้าไม่ทันใจ นายเลิศเลยตอบสนองตลาดปรับกิจการใหม่ เอารถฟอร์ดมาวิ่งซะ แถมขยายเส้นทางได้ไกลขึ้น จากประตูน้ำสระปทุมไปถึงบางลำพูโน่น

การมีรถเมล์นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของไทยยุคก่อร่างสร้างความเจริญอย่างหนึ่งนะ มันมาควบคู่กับความเติบโตทางเศรษฐกิจ มีถนนมากขึ้น ผู้คนมีอาชีพหลากหลายมากขึ้น ต้องสัญจรมากขึ้น เมืองขยายมากขึ้น รถเมล์นี่แหละคือสิ่งตอบสนองความต้องการและสะท้อนความก้าวหน้าด้านการพัฒนา


ไทม์ไลน์รถเมล์แบบต่างๆ ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงยุคปี 2520 กว่าๆ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากรถบรรทุกดัดแปลงมาเป็นรถบัสทั้งแบบประตูเดียวและสองประตู จนถึงปัจจุบันเรามีรถเมล์ชิคๆ แอร์เย็นๆ สีสันตระการตามากมาย แต่ที่ดูเหมือนหยุดนิ่งไม่ได้พัฒนาไปไหนต่อแล้วก็คือรูปแบบการบริการ
(ภาพจาก รายงาน ขสมก.ประจำปี 2552)

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ พอถึงช่วงปี 2475 มีการพัฒนาหลายด้านรวมถึงการคมนาคม มีการเปิดสะพานพุทธยอดฟ้าฯ เชื่อมพระนครกับฝั่งธน กิจการรถเมล์เลยยิ่งอู้ฟู่ ตอนนี้ไม่ได้มีแค่นายเลิศเจ้าเดียวละ เพราะมีผู้เข้าร่วมชิงส่วนแบ่งในธุรกิจรถเมล์กันอีกนับสิบๆ ราย

จากช่วงแรกที่มีรถเมล์ราวปี 2450 จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะเวลาร่วมๆ 40 ปี รูปแบบของรถเมล์ไทยพัฒนาไปมาก จากรถม้า มาเป็นรถสามล้อสองแถว มาเป็นรถบรรทุกดัดแปลง พร้อมกับมีเส้นทางเดินรถใหม่ๆ มากขึ้น เรียกได้ว่าคนกรุงต้องปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ เสมอ

 


รถเมล์แบบนี้ฉันเคยนั่ง !! ไม่ต้องเช็คอายุกันหรอก เพราะรถเมล์แต่ละคันมีอายุการใช้งานแสนเนิ่นนาน บางคันนั่งกันตั้งแต่เด็กๆ จนลูกอายุเข้าเกณฑ์บวช ฉันว่าบ้านเราชอบอะไรเก่าๆ ดั้งเดิมๆ กาแฟเอยก๋วยเตี๋ยวเอยเติมคำว่าโบราณเข้าไปก็ดูอร่อยขายดีขึ้นทันที แต่สำหรับรถเมล์ฉันว่าดูเก่าๆ ก็อาจเรียกนักท่องเที่ยวได้ แต่ถ้าระบบไม่ดี ไม่มีคุณภาพด้านบริการ ก็คงเป็นได้แค่รถชมเมือง เป็นรถเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพสังคมไม่ได้หรอก
(ภาพจาก รายงาน ขสมก.ประจำปี 2558)

 

นอกจากประวัติศาสตร์อันน่าจดจำของรถเมล์แล้ว จริงๆ ฉันชอบรถเมล์นะ ข้อหนึ่งคือถูก ข้อสองคือ... เอ่อ...เอาจริงๆ คือคิดข้ออื่นไม่ออกแล้วเหมือนกัน แต่ถ้าคิดถึงความไม่ชอบนี่นะ หลายข้อผุดขึ้นมาในหัวทันที ข้อหนึ่ง รถเมล์ตอบสนองข้อจำกัดด้านเวลาเราไม่ได้ ไหนจะมาไม่ตรงเวลา ไหนจะรถติด

ข้อสอง รถเมล์ตอบสนองคุณภาพชีวิตด้านความปลอดภัยไม่ค่อยจะได้ เช่น บ้านฉันอยู่แจ้งวัฒนะต้องอาศัยรถเมล์สายหนึ่งไปไหนมาไหน แต่รถเมล์สายที่ว่านั่น “ไม่เคยจอดนิ่งๆ” ให้ลงเลยสักครั้ง ไหลไปเรื่อย หลายคันไม่เคยปิดประตูตอนวิ่ง เพราะดูเหมือนประตูจะเสีย และหลายครั้งที่มันทะลึ่งออกขวา และจอดให้ฉันลงแม่มกลางถนน พร้อมกับบอกว่า “ลงเลยๆ ไม่เข้าป้าย รถมันติด”!!

ฉันนั่งรถเมล์มาตั้งแต่รถร้อนราคา 3 บาท 50 ตลอดสาย ตอนเด็กๆ เคยจ่ายเงินแล้วต้องลงกลางทาง เพราะไม่ทันเห็นป้ายเล็กๆ หน้ารถที่บอกว่า “หมดระยะ” เคยโดนกระเป๋ารถเมล์ด่าเสียงดังเพราะใช้แบงก์ 50 จ่าย เคยโดนจอดแถมป้ายสุดคุ้ม ฯลฯ จะบอกว่าโดนมาทุกอย่างมาแล้ว รู้สึกดีใจอย่างยิ่งยวดที่ได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์สังคมแห่งมวลชนกรุงเทพฯ

ตอนฉันได้ยินข่าวแรกๆ เรื่อง “รถเมล์ใหม่” ความรู้สึกตอนนั้น (ตอนยังไม่ได้อ่านเนื้อหา) รู้สึกเป็นมิติใหม่ในชีวิตมากๆ เพราะจะว่าไปรถเมล์บ้านเราแทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยมานานมากแล้ว เมื่อเทียบกับยุคบุกเบิกแรกๆ รถครีม-แดง 3 บาท 50 ตอนนั้น จนตอนนี้ 6 บาท 50 บางสายยังคงเป็นรถเมล์แบบเดิมที่น่าจะใช้มาตั้งแต่ช่วงปี 2534 มีพื้นเป็นไม้เก๋ๆ วินเทจๆ ฝนตกก็ทนไปดิหน้าต่างบางบานไม่มีตัวล็อค เช่นเดียวกับคุณภาพการบริการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ความเป็น “รถเมล์ใหม่” ที่แท้จริงในความคิดฉันคือการบริการแบบใหม่อ่ะ จัดตารางเดินรถใหม่ให้ตรงเวลา จัดการเส้นทางทับซ้อนใหม่ จัดการยกระดับการบริการใหม่ ฯลฯ ไม่ใช่การเอารถเก่ามาทาสีใหม่ แล้วเปลี่ยนหมายเลขใหม่ใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปให้ดูว่าพัฒนา ให้ชาวกรุงต้องมานั่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่อดคิดไม่ได้ว่า “เพื่ออะไรวะ?” มันเหมือนการเอาสติ๊กเกอร์มาติดรถสีดำว่า “รถคันนี้สีชมพู” อ่ะ ไม่ว่าจะติดรอบรถลามไปถึงพวงมาลัย ยังไงๆ มันก็เป็นสีดำ และก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนอกจากจะคิดไปเอง

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะชี้วัดความเจริญของบ้านเมือง ก็คิดดูละกันว่าบ้านเมืองวินเทจๆ ของเราเจริญขนาดไหน...

ARCHIVE BLOG

ระบบขนส่งไม่ดีไม่เป็นไร ขอแค่เราไม่เป็นเมืองขึ้นใครก็พอ!

ระบบขนส่งไม่ดีไม่เป็นไร ขอแค่เราไม่เป็นเมืองขึ้นใครก็พอ!

เมื่อมีข่าว "น้องอิมเมจ" อารมณ์ขึ้นทวิตว่าอะไรเฮงๆ ซวยๆ อีคำประเภทที่ว่า…
ประวัติศาสตร์ปากว่าง: เรื่องเล่าอิทธิพล “ดาวเสาร์” ในนิทานพื้นบ้านไทย

ประวัติศาสตร์ปากว่าง: เรื่องเล่าอิทธิพล “ดาวเสาร์” ในนิทานพื้นบ้านไทย

เรื่องธรรมดาโลกอย่าง “ความตาย” จะดูไม่ธรรมดาขึ้นมาทันทีเมื่อเราอธิบายอะไรบางอย่างในรายละเอียดของความตายนั้นๆ…
การเดินทางของ 'ปอบ' ร.ศ.111 ถึง 'ปอบ' ยุค 4.0

การเดินทางของ 'ปอบ' ร.ศ.111 ถึง 'ปอบ' ยุค 4.0

ข่าวดังช่วงปลายเดือนมิถุนายน แต่ฮอตขนาดขึ้นหน้าฟีดบนเฟซบุ๊กต่อเนื่องมาอีกหลายวัน…
TOP
NOW :