BLOG

คำ ผกา: ไม่ถึงที่ตายย่อมไม่ตาย
20 สิงหาคม 2560 เวลา 14:25 น.
คำ ผกา: ไม่ถึงที่ตายย่อมไม่ตาย
คำ ผกา: ไม่ถึงที่ตายย่อมไม่ตาย

คำ ผกา

นักเขียนอิสระ ผู้ดำเนินรายการ In Her View

What? อันตราย ห้ามเข้า What?

มีข่าวสองข่าวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นั่นคือข่าวกลุ่มคนไทยถูกฝรั่งถ่ายคลิปตำหนิเรื่องฝ่าฝืนกฎป้ายห้ามเข้า เพราะอันตราย ที่เยลโลว์สโตน อีกข่าวหนึ่งคือกรณีคนไทยตกเหวที่คิงส์แคนยอน แคลิฟอร์เนีย

สองข่าวนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันในเชิงเหตุการณ์ แต่ในวิธีคิดเรื่อง ความเป็น และ ความตาย สองข่าวนี้กลับมีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ

ก่อนอื่นของพูดเรื่องความเป็น หรือ การมีชีวิตก่อน

สารภาพว่าตอนที่ฉันดูคลิป กลุ่มคนไทยที่เยลโลว์สโตน วูบแรกคือ อาย ขายหน้า – เอาอีกแล้ว งามหน้าจริงๆ คนไทย ไปไหนก็เสร่อ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ ไม่เคารพกฎ ไม่นำพาเรื่องความปลอดภัย มีคนมาเตือน ยังทำหน้ามึน หน้ามึนเพราะรู้เรื่องยังพอทำเนา นี่หน้ามึน แบบบ้านนอกเข้าเมือง แป้นแล้นไปโชว์ความเป็นไทย โบกไม้โบกมือ อวดว่า “ฟร้อมไท้แลนด์” ดูกระดี๊กระด๊าที่เขาถ่ายรูป โอ๊ย อีฝรั่งด่าขนาดนั้นยังไม่นำพา

จากคลิปสั้นๆนี้ ก็อาจทำให้เราพอเข้าใจสมัยที่ฝรั่งเข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชีย หรือ แอฟริกาได้ – ก็แหม คนพื้นเมืองมันไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยยย ไม่รู้ในระดับที่ไม่รู้ภาษาคนอ่ะ ฝรั่งพยายามคุยอะไรด้วยก็ทำหน้าเหรอหรา ไม่เข้าใจมากๆเข้าก็หัวเราะ ตาใส ตาใสไปใสมา เริ่มรำคาญก็โกรธ โกรธ ก็อาจเข้าไปชกฝรั่งได้เหมือนกัน

ฝรั่งบอก ไม่ไหวๆ คนพื้นเมืองพวกนี้ ต้องได้รับการศึกษา ต้องจับไปเรียนภาษาคนให้รู้เรื่อง

อารมณ์อีตาฝรั่งที่ถ่ายคลิปก็คงเป็นแบบนั้น – เฮ้ย เพื่อความปลอดภัยของพวกยูเองนะว้อย ชั้นถึงต้องมานั่งปากเปียกปากแฉะสอนพวกยูให้อ่านป้ายเตือนอะไรบ้าง

พ้นจากความรู้สึกขายหน้าในฐานะที่เราก็เป็นคนไทย และเราไม่คิดว่าเราเสร่อแบบนั้น เราเป็นคนไทยที่ modernized แล้ว เป็นสมัยใหม่ทำตามกฎ แล้ว

แต่เดี๋ยวนะ ดูไปสักพัก ชักไม่แน่ใจว่า เรา หรือพูดให้ชัดคือตัวฉันเอง ไม่เสร่อแบบนั้น?

ทุกวันนี้นั่งแท็กซี่เบาะหลัง ยังไม่เคยคาดเข็มขัดนิรภัย

ถามตัวเองอีกว่าเป็นคนเชื่อมั่นทำตามกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดหรือเปล่า?

ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่า บันไดหนีไฟอยู่ที่ไหนในตึกที่ทำงาน และเวลามีซ้อมไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภัยพิบัติ เคยไปซ้อมกับเขาไหม ถ้าถูกบังคับก็คงไป ถ้าไม่ถูกบังคับก็หนีๆ หลบๆ ไม่ซ้อม ไม่สนใจ ไม่ซีเรียส (ทำไมเป็นคนแบบนี้ ฮึ่ยยยยย)

ตอนเรียนอยู่ญี่ปุ่น เขาห้ามปิ้งย่างริมแม่น้ำ ห้ามก่อไฟ เพรามันอันตราย เราก็ยังจะพยายามหาทางไปปิ้งไปย่างริมแม่น้ำกันจนได้ในหน้าร้อน เขาห้ามขี่จักรยานให้เพื่อนซ้อนท้าย ก็ยังจะทำแล้วให้เพื่อนกระโดดลงเวลาเจอตำรวจ

ที่เล่ามาไม่ได้ว่า แก๊งคนไทยไม่ผิด – ยังยืนยันว่าผิด แต่เราจะเข้าใจความผิดนี้อย่างไรให้มากกว่าการเห็นว่าความดื้อด้านส่วนบุคคล

กลับมาที่เมืองไทย เราเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพ และ ความปลอดภัยของ “คน” กันแค่ไหน

ไซต์ก่อสร้างในเมืองไทย ถ้าไม่ใช่งานของบริษัทใหญ่ๆ ระดับชาติ มีไซต์ก่อสร้างไหนที่ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยเป๊ะๆ อย่างซีเรียสบ้าง?

ในการใช้ชีวิตประจำวัน เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่ปลอดภัยของสรรพสิ่งรอบๆตัวเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถ นั่งเรือ การเดินบนทางเท้า เรือโดยสารที่วิ่งๆในคลองบ้านเรา ได้มาตรฐานความปลอดภัยไหม? เสื้อชูชีพใช้ได้จริงหรือเปล่า พนักงานในเรือได้รับการเทรนมาเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างถูกต้องหรือไม่?

ฟุตบาท ทางเท้าเกือบทั้งหมดของบ้านเราล้วนพิกลพิการ ปูดตรงนั้น ยุบตรงนี้ เพื่อนฉันหลายคนขาแพลง ขาหัก เพราะทางเท้าอันไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยนี้ก็หลายคน ตัวฉันเองเคยเดินชนเหล็กน็อตที่ยึดแผงเหล็กกั้นระหว่างทางเท้ากับถนนจนเจ็บตัวมาแล้ว – ถามว่าในประเทศให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตคน เขาไม่มีวันปล่อยให้ คน มีชีวิตอยู่ท่ามกลางวัตถุอันตรายได้มากเท่าเมืองไทย

ไม่นับสารพัดสายไฟพันกันระโยงระยางจนงงไปหมด แล้วจำนวนมากก็ถ่วงหนักลงมาจนแทบจะเกยหัวคนใช้รถใช้ถนน ถามว่าอันตรายไหม? อันตรายมาก แต่มีใครคิดว่าเป็นปัญหาไหม

คำตอบคือ มี แต่ไม่ได้จริงจังจนทนไม่ได้

คนไทยเองก็ดูเหมือนไม่ซีเรียสกับการใช้ชีวิตเสี่ยง การโดยสารมอเตอร์ไซค์อันฉวัดเฉวียนก็เสี่ยง การนั่งรถเมล์ สองแถว ของเราก็เสี่ยง ในเมืองไทย เรายังเห็นภาพเสี่ยงๆ เช่น มอเตอร์ไซค์ขนถังแก๊สเป็นสิบๆ ถัง มัดไว้ที่เบาะ แล้วคนขี่ก็ขี่อย่างเฟี้ยวฟ้าวเสียด้วย ถ้าเราซีเรียสเรื่องความปลอดภัยเราจะไม่ทำอย่างนั้น และเราจะไม่ปล่อยให้ใครต้องทำอย่างนั้น

เราชิลมากกับความเสี่ยง และการเคร่งครัดเรื่องคู่มือความปลอดภัยแบบเป๊ะๆ ต่างหากที่ดูแปลก ดูประหลาด ดูพารานอยด์ประสาทกิน

เราเป็นแบบนี้เพราะเราคือ “คนไทย” – ทำอะไรตามใจคือไทยแท้, คนไทยถนัดเอาตัวรอดแบบศรีธนญชัย, คนไทยคิดสั้นไม่คิดยาว เอาเร็ว เอาสะดวกเข้าว่า, คนไทยไม่มีวินัย ฯลฯ

คำพูดแบบนี้ก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่คำถามคือ ความศรีธนญชัยมันอยู่ในดีเอ็นเอ หรือ มันมีบางอย่างในวัฒนธรรมของเราที่ยังไม่ถูกุเปลี่ยนผ่านให้ไปอยู่ในระบบของจักรวาลทัศน์ของโลกหลังยุครู้แจ้ง (enlightenment) – พูดอย่างกระชับ หรือ เพราะคนไทยยังตกค้างอยู่ในโลก Pre-modern ที่มนุษย์ยังเชื่อว่า ชะตากรรมของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยมนุษย์ แต่ถูกกำหนดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจเหนือธรรมชาติ

เพราะคนไทย (และสังคมอื่นๆที่ร่วมความ Pre-modern) กับเรา ยังเชื่อว่า ความเป็น ความตาย ถูกกำหนดจากชะตากรรม จากอำนาจที่เราควบคุมไม่ได้ เป็นชะตาลิขิต ระวังตัวแค่ไหน เคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยแค่ไหน ถ้าดวงถึงฆาต ยังไงก็ตาย หรือการบาดเจ็บ อุบัติเหตุของคนไทยก็ถูกอธิบายว่าเป็นการ ฟาดเคราะห์!!!!!!!!!!!

แทนที่จะมองว่าเป็นความประมาท เป็นความผิดพลาดของการออกแบบเพื่อความปลอดภัย หรือเป็นเพราะความเลินเล่อในการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ สมมุติมีไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้บ้าน แทนที่จะอธิบายว่า เป็นความบกพร่อง หรือขาดการดูแลเรื่องระบบไฟ แต่เราจะอธิบายว่าเป็นกรรมเก่า – หากจะจำกันได้ โฆษณาต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ได้รางวัลของไทย บอกว่า ไฟไหม้บ้านเกิดจาก ไปรับเงินที่เป็น “ของร้อน” เป็นเงินที่ได้จากการติดสินบน เอาเงินร้อนมาสร้างบ้าน บ้านเลยไฟไหม้ !!!!!

ถ้าเชื่ออย่างนี้เสียแล้ว คิดเหรอว่า สังคมแบบนี้จะแคร์เรื่องระบบความปลอดภัย ป้ายเตือนเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น ถ้าพินิจให้ละเอียดลงไปอีก จะพบว่า ในเมืองไทยไม่เคยมีนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยเลย ไม่มีการคิดค้น ออกแบบสิ่งของใดๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตมนุษย์ นอกจากเราไม่เคยออกแบบรถยนต์แล้ว เรายังไม่เคยคิดว่า รถยนต์หรือใดๆ ก็ตามในชีวิตของมนุษย์สามารถออกแบบให้ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ

ตรงกันข้าม เรามีความอู้ฟู่ในอุตสาหกรรมเครื่องราง ของขลังที่เอาไป “ดีล” กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ชะตากรรมของเรา เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มูลค่าอุตสาหกรรมเครื่องรางของขลังของไทยนั้นว่ากันว่าสูงถึงสองหมื่นล้านบาท (ตัวเลขตั้งแต่ปี 2548)

ส่วนสังคมที่ผ่านยุคภูมิธรรมหรือยุครู้แจ้งมาแล้ว ตระหนักในศักยภาพของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์กำหนดความเป็น ความตายได้ จึงสามารถคิดได้ทั้งเรื่องการผสมเทียม เด็กหลอดแก้ว (การเกิด) ส่วนการเจ็บ การตาย ก็เข้าไปควบคุมตั้งแต่คิดเรื่องยา การรักษาโรค วัคซีน ไปจนถึงออกแบบทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ให้มีความปลอดภัยในการใช้สอยมากขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์ก็ถูกออกแบบพัฒนาให้ปลอดภัยขึ้น ถนน หนทาง บ้านเรือน ระบบเตือนภัย ฯลฯ ก็ถูกคิดค้นออกแบบมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า มนุษย์ดูชีวิตของตนเอง ไม่ใช่ชะตากรรม ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในทำนองเดียวกัน เกิดมนุษย์อยากจะตายขึ้นมาก็ย่อมมีสิทธิ์กำหนดความตายได้เอง ไม่จำเป็นต้องรอมือมัจจุราช ในสังคมเช่นที่ว่านี้จึงมีการเรียกร้อง “สิทธิที่จะตาย” และ “ตายอย่างไร” ด้วย โดยไม่ปล่อยให้ความตายลอยนวลในมือมัจจุราชเท่านั้น

จากเยลโลว์สโตน มาถึงเรื่องการกู้ร่างที่เสียชีวิตของไทยขึ้นมา – เรื่องนี้ทำให้เราเห็นการปะทะกันของสองชุดความคิดต่อเรื่อง ความเป็น และความตายอีก

มุมมองของอเมริกา การดันทุรังไปกู้ร่างที่เสียชีวิตในเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัยต่อทีมกู้ภัยย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ฟังไม่ขึ้น ไม่ควรทำ ทำไปก็เสี่ยงต่อการเอาคนไปเจ็บไปตายเพิ่ม

การทำงานของอเมริกาคือเช็คก่อนว่า ปลอดภัยที่ลงไปกู้ร่างไหม (และร่างนั้นก็ตายแล้ว)

แต่มองจากมุมมองของคนไทย ความตายจะไม่ใช่ความตายที่ถูกต้อง ตราบเท่าที่ “ร่าง” นั้นไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

ถ้าได้ดูรายการ Tonight Thailand ตอนที่ฉันพูดเรื่องงานศพ จะเห็นว่าที่สุลาเวสี เมื่อมีคนในบ้านตาย เขาจะยังไม่เผา ไม่ฝัง แต่เก็บร่างนั้นไว้ในบ้าน แต่งตัวให้ จุดบุหรี่ให้สูบ เปิดไฟให้ จะได้ไม่กลัว ทำต่อ “ร่าง” นั้นประหนึ่งยังไม่ตาย – นั่นก็เพราะเขาเชื่อว่า ร่างนั้นยังไม่ตาย จนกว่าจะมีองค์ประกอบของพิธีกรรมครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถส่งร่างนั้นไปยังอีกภพภูมิหนึ่งอย่างปลอดภัย

ความตายจึงไม่ใช่การสูญสลายหายไป แต่คือการย้ายชีวิตนั้นไปสู่อีกภพภูมิหนึ่ง แต่การย้ายนั้นจะสมบูรณ์ ปลอดภัยก็ต่อเมื่อผ่านวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม

คนไทยก็เช่นกัน เราเชื่อว่า “ร่าง” ของคนตาย จะไม่ได้ไปไหน จะวนเวียนอยู่ จะมาเข้าฝันเรา จะบอกว่าติดอยู่ในรถ จะทุกข์ทรมาน ภาระของคนที่อยู่คือทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ร่างนั้นมาประกอบพิธีกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อส่งเขาไปยังอีกภพภูมิหนึ่งโดยสวัสดิภาพ

เราจึงเข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมทีมกู้ภัยอเมริกาไม่ทำภารกิจนี้ เราจะปล่อยเขาไว้อย่างนั้นไม่ได้ เราต้องนำเขากลับมา “ส่ง” ให้ถึงที่หมาย

มองสองเรื่องนี้อย่างเป็นคู่ขนานกัน เราจะเห็นว่าทั้งสองสังคมต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความปลอดภัย”

สังคม  Pre modern  ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยหลัง “ความตาย” – ต้องเดินทางไปสู่อีกภพหนึ่งโดยสวัสดิภาพ

ส่วนสังคม Modern นั้นให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย และสวัสดิกภาพของคนในโลกนี้ หรือ “คนเป็น” มากกว่า สนใจความปลอดภัยหลังความตาย

Crash of civilization จึงเกิดขึ้นเช่นฉะนี้เอง

ARCHIVE BLOG

กอด จูบ ลูบ รัก โรแมนติกหรืออนาจาร

กอด จูบ ลูบ รัก โรแมนติกหรืออนาจาร

เป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อครูลิลลี่ โพสต์ในเฟซบุุ๊กเกี่ยวกับความเหมาะสมในการแสดงออกซึ่งความรักใคร่ในที่สาธารณะ…
คู่มือพ่อแม่เลี้ยงลูกและสาขาย่อยแห่งอำนาจรัฐ

คู่มือพ่อแม่เลี้ยงลูกและสาขาย่อยแห่งอำนาจรัฐ

ขณะรับประทานอาหารเที่ยงกับ น้องจี๊ป วีระนันต์ กัณหาผู้ซึ่งเป็นคุณพ่อที่กำลังสดใส…
คำ ผกา: เลือกซื้อกระทะอย่าเลือกด้วยอารมณ์

คำ ผกา: เลือกซื้อกระทะอย่าเลือกด้วยอารมณ์

เวลาเห็นโฆษณาขายกระทะ เรารู้สึกอย่างไร? อยากซื้อทันทีเพราะอะไร? แล้วเอาเข้าจริงๆ…
ชนบทอันสามานย์และร็อคไทยไซเคเดลิค :  ขุนนรินทร์พิณประยุกต์

ชนบทอันสามานย์และร็อคไทยไซเคเดลิค :  ขุนนรินทร์พิณประยุกต์

*บล็อก In Her View คือเรื่องราวและทัศนะต่อประเด็นที่เป็นกระแสทั่วทุกมุมโลก จากรายการ…
เทรนด์ใหม่ วัยรุ่น สะอาด สว่าง สงบ

เทรนด์ใหม่ วัยรุ่น สะอาด สว่าง สงบ

เทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกตะวันตกคือ คนเจน Z กำลังเดินไปสู่หนทางที่เฮลตี้กว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่…

VARIETY PROGRAMMES

JOURNAL JOURNEY

video
EP.2 หลากอารมณ์ในโฮจีมินห์ จากธรรมชาติ ถึงพื้นที่ศิลปะ: FULL EP
JOURNAL JOURNEY สัปดาห์นี้พบกับ “แขก คำผกา” จะพาไปสัมผัสหลากหลายอารมณ์ในโฮจีมินห์...พื้นที่ศิลปะใจกลางเมืองโฮจีมินห์ แล้วก้าวเท้าออกนอกเมือง สู่ธรรมชาติที่มีเสน่ห์ที่แตกต่าง เพลิดเพลินกับอาหารที่ ไชน่าทาวน์ ที่อร่อยไม่รู้ลืม...พบกันได้ใน JOURNAL JOURNEY

THAILAND

ชี้พิรุธเลื่อนถก 'ก.ม.ภาษีที่ดิน' พบสนช.ถือครองเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย
พบพิรุธเลื่อนถก 'ก.ม.ภาษีที่ดิน' ชี้สนช.ถือครองที่ดินเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย เพจ 'จับตาปัญหาที่ดิน' ชี้ 'กฎหมายภาษีที่ดิน' ถูกเลื่อนประกาศมาถึงสองครั้ง และน่าจะมีการเลื่อนอีกในช่วงต้นปี 2561 เอี่ยวสนช.หรือใหม่ พร้อมยกข้อมูลจาก ป.ป.ช.พบสนช.ถือครองที่ดินเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย
TOP
NOW :