BLOG

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ชวนฟัง 'ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ' เพลงเพื่อ “ไผ่ ดาวดิน”
22 สิงหาคม 2560 เวลา 14:17 น.
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ชวนฟัง 'ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ' เพลงเพื่อ “ไผ่ ดาวดิน”

ทุน และทางเลือก

เมื่อเปรียบเทียบการผลิตงานทางวัฒนธรรมระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับ อุดมการณ์อีกฟากฝั่ง จะพบว่าข้อเสียเปรียบที่สำคัญคือฝ่ายประชาธิปไตยมีต้นทุนที่่ต่ำกว่าอย่างน่าใจหาย สภาพเช่นนี้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทุนมากพอที่จะจัดจ้างนักประพันธ์เพลงชื่อดังมาสร้างเพลงอวยประชาธิปไตย ไปจนถึงผลิตเพลง ภาพยนตร์ ละคร กันแบบถี่ๆ เพื่อหนุนอุดมการณ์บางชุดแบบที่อีกฝั่งทำได้

การมีทุนมาก ไม่ได้หมายถึงว่า เราจะสร้างสื่อมามอมกาวผู้คนได้มากขึ้น แต่น่าจะหมายถึงว่า เรามีทุนมากพอจะสร้างสื่อที่หนุนให้คนไทยได้เสพย์สื่ออย่างมีทางเลือก และได้พบเจอกับคำถามใหม่ๆ นอกเหนือไปจาก การเสพย์คำตอบชุดเดิมเดิมแบบชนิดป้อนเข้าปาก โดยไม่ต้องใคร่ครวญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

เมื่อผู้กำกับหนังไทยซึ่งมีประวัติการผลิตผลงานทางวัฒนธรรมที่มักตั้งคำถามกับคุณค่ากระแสหลักในสังคมไทย หรือกระทั่งความเป็นไทยอันสูงส่ง เช่น  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล,เป็นเอก รัตนเรือง,วิศิษฎ์  ศาสนเที่ยง จับมือกันทำโครงการ “Ten Years Thailand” เพื่อสร้างหนังสั้นที่จะตอบคำถามว่า “อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?”  

ผู้ผลิตและผู้กำกับกลุ่มนี้ เลือกทำ Crowfunding หรือระดมทุนสร้างหนังผ่านเว็บไซต์ Indiegogo เมื่อแคมเปญปิดลง โครงการทำหนังสั้นนี้มียอดสนับสนุนราว 4,080 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 138,900 บาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้มาก ผู้ผลิตจึงชวนระดมทุนกันอีกรอบ ผู้สนใจโอนเงินไปร่วมสร้างงานได้ที่ [ชื่อบัญชีออมทรัพย์ คัทลียา เผ่าศรีเจริญ เลขที่บัญชี 0253849894 ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว] หนังสั้นทั้ง 5 เรื่องมีกำหนดฉายปลายปีนี้

ผู้ผลิตได้ให้เหตุผลที่เลือกวิธีระดมทุนไว้ว่า “ฐานความคิดสำคัญของ Crowfunding คือทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละสังคมที่ทุกคนให้การสนับสนุนและสามารถเป็นตัวชี้วัดทัศนคติของคนในสังคมนั้นๆได้” (คัทลียา เผ่าศรีเจริญ,The Hollywood Reporter) เฉพาะประโยคนี้ เมื่อดูจากยอดระดมทุนก็สะท้อนให้เห็นทัศนคติบางประการที่ฉายชัดในสังคมไทยได้อยู่ไม่น้อย 

หนักไปกว่านั้น คือ เป็นไปได้ไหมที่เราหวาดกลัวที่จะจินตนาการถึงอนาคตของตัวเอง ? ชวนคิดถึง ศิลปิน ที่ออกมาระบายอารมณ์ถึงอนาคตของสังคมไทย ทำนองว่าไร้อนาคต ผลลัพธ์ที่เธอได้รับ คือ การถูกก่นด่าประณาม!!  

ผู้กำกับเหล่านี้ เลือกใช้วิธีการระดมทุน ซึ่งไม่รู้ว่าถึงที่สุดจะระดมทุนได้มากตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ แต่อีกด้านหนึ่ง การผลิตงานเพื่อหนุนอุดมการณ์หลักในสังคมไทยกลับมีงบประมาณให้ถลุงไม่อั้น ทั้งยังมีบุคคลากรในแวดวงบันเทิงวิ่งเข้าไปผลิตงานเพื่อพิชิตรางวัลทางวัฒนธรรมของสังคมนี้โดยไม่รีรอ 

ผู้กำกับเหล่านี้ ต้องระดมทุนเพื่อสร้างหนัง ขณะที่ละครเรื่อง “ศรีอโยธยา” ที่จะฉายปลายปีนี้ ได้รับทุนสร้างจากกลุ่มทรูหลายสิบล้านบาท หรือก่อนหน้่านี้ภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ก็ได้รับทุนอุดหนุนจากรัฐบาลอภิิสิิทธิ์ คิดเป็นครึ่งหนึ่งจากงบประมาณที่กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการจัดสรรในปีนั้น แทนที่งบจำนวนนั้นจะสามารถนำไปกระจายให้กับภาพยนต์กระแสรองได้อีกหลายสิบเรื่อง ไม่นับรวมว่า หลังการรัฐประหาร คสช.ยังจ่ายเงินอุดหนุนอีกไม่น้อย เพื่อจัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้แบบฟรีๆให้คนไทยได้รับชม

สภาพของการถือไพ่ที่ได้เปรียบเช่นนี้เอง ช่วย “มอมกาว” ให้สังคมนี้มีหน้าตาแบบที่เห็นและเป็นอยู่ 

วงสามัญชน

แต่ไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะอยู่ในสภาพที่ถูกบีบหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม จะขาดไร้เงินทุนให้การสนับสนุนเพียงใดก็ตาม นับตั้งแต่หลังการรัฐประหารในปี 2557 เรายังคงได้เห็นการผลิตบทเพลง บทกวี ภาพถ่าย งานศิลปะจำนวนไม่น้อย ช่วยตั้งคำถาม และสะท้อนอารมณ์ของยุคสมัยออกมาเป็นระยะ   หนึ่งในนั้นคือความพยายามนั้นมาจาก “วงสามัญชน”   วงสามัญชน รวมตัวกันหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด วงนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกหลักๆ คือ “แก้วใส - ณัฐพงษ์ ภูแก้ว (กีตาร์, ร้อง)”, “เจ - ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ (กีตาร์, ร้อง)” รวมถึง “ไผ่ - จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (พิณ)” รวมถึงสมาชิกอีกร่วมสิบชีวิต 

วงสามัญชน ไม่ได้เป็นการรวมตัวของนักดนตรีมืออาชีพ แต่เป็นการรวมตัวกัน ของนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ที่ได้มาพบปะกันในค่ายของนักกิจกรรม เมื่อพบปะกันบ่อยเข้า ก็ได้เล่นดนตรีด้วยกัน แต่งเพลงด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน และร่วมสร้างบทเพลงแห่งการต่อต้านไปด้วยกัน พวกเขาไม่ได้แต่งเพลงโดยเอารายได้เป็นจุดตั้งต้น แต่เอา “สาร” (message) ที่อยากสื่อเป็นจุดตั้งต้น

สารหลักในบทเพลงของวงสามัญชน คือ ความหวัง กำลังใจ และการปลอบประโลมเพื่อนฝ่ายประชาธิปไตย บทเพลงของพวกเขาเป็นผลรวมของอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยเฉพาะจากการที่เพื่อนของพวกเขา แกนนำนักศึกษา นักคิด นักกิจกรรม ถูกจับกุมคุมขัง

ในรอบสามปีมานี้ วงสามัญชน ได้ประพันธ์เพลงเพื่อขับกล่อมและให้กำลังใจฝ่ายประชาธิปไตย สำคัญไปกว่านั้น คือบันทึกประวัติศาสตร์ และอารมณ์ของยุคสมัยลงไปไว้ในบทเพลง   เช่น เพลง “บทเพลงของสามัญชน” ที่ถูกประพันธ์ขึ้นในช่วงเวลาที่สามัญชนคนธรรมดา ถูกจับกุมคุมขัง เพียงเพราะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ผู้ประพันธ์ตั้งโจทย์ว่า อยากให้เพลงที่แต่งขึ้นช่วยพาผู้คนทะลุความกลัวออกไป หรือ เพลง “เราคือเพื่อนกัน” ที่ตั้งใจประพันธ์เพื่อใช้ขับร้องในกิจกรรมทางการเมือง มีเนื้อเพลงที่ปลุกเร้าให้ผู้คนลุกขึ้นต่อสู้ “หากเธอได้ยินเสียงเพลงบรรเลง เธอจงกลับไปเรียกไพร่พล มันคือท่วงทำนองของสามัญชน คนธรรมดาอย่างเรา” หรือ เพลง “วังวน” ที่บอกเล่า อารมณ์ในเวลาที่เสียงของการตั้งคำถามถูกบีบบังคับให้เงียบลงไปเรื่อยๆ

 

ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ

อังคารที่ผ่านมา ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาคดีทางลับ ตัดสินจำคุก “ไผ่ ดาวดิน หรือ นายจตุรภัทร์  บุญภัทรรักษา” เป็นเวลา 5 ปี แต่เพราะ ไผ่ สารภาพผิด ศาลจึงลดโทษของเขากึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อบวกลบกับที่ไผ่ถูกจองจำมาก่อนหน้าราวแปดเดือน เขาจะยังถูกจองจำต่อไปอีกราว 1 ปี 10 เดือน  

บางเสียงบอกว่า “อีกไม่นาน” แต่สำหรับความผิดที่ไม่ควรมีตั้งแต่ต้น แค่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่ถูกจองจำก็สมควรถูกเรียกขานได้ว่าเป็นความอยุติธรรม หลายปีมานี้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องโห่ร้องดีใจ กับ สิ่งที่ไม่ควรปรากฎขึ้นแต่แรกครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องเล่าของ “ไผ่ ดาวดิน” ได้ถูกเล่าอีกครั้งผ่านบทเพลง “ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ” ที่ผลิตโดย วงสามัญชน เพลงนี้มีอายุไม่เกินช่วงเวลาที่ไผ่ถูกจองจำ หรือราวแปดเดือนมานี้เองที่เพลงนี้ถูกขับขานทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมให้กับไผ่

“แก้วใส” ผู้ประพันธ์ เคยเล่าเบื้องหลังของการประพันธ์เพลงนี้ไว้ว่า “มันเป็นการต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองว่า กูจะทำให้สังคมมันดีขึ้น แต่ถึงจุดหนึ่งกูถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย ถูกเบียดขับออกไปจากประเทศนี้ ไม่ได้เจอหน้าคนรัก ไม่ได้เจอหน้าครอบครัว ต้องอยู่อย่างลำบาก ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง มันก็ไม่แปลกหากจะคิดถึงบ้าน เราเห็นเพื่อนคนที่ทำแบบนั้น บางคนก็ติดคุก บางคนก็ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา”

หนึ่งในท่อนที่จับใจอย่างมากในเพลงนี้ ก็คือ   “สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกันเพื่อนรัก คงไม่นานนักถ้าตีนยังเหยียบย่ำอยู่บนดิน แม้อยู่ใต้ฟ้าชะตากำหนดจากคนบนดิน ก่อนร่างจะพลิกลงดินผีเสื้อจะบินไปถึงดวงดาว” 

ทำไมต้องฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ ? ผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามตามธรรมชาติ และธรรมชาติของผีเสื้อคือ มันจะโบยบินในทุ่งกว้างอย่างอิสระหลังจากหลุดจากสภาพการเป็นดักแด้ภายใต้พันธนาการของรังไหม ในเวลานี้ ไผ่ยังคงถูกพันธนาการอย่างเหนียวแน่นภายใต้รังไหม หรือกรงขังเหล็กในนามความมั่นคงของรัฐ  

เสียงเพลง “ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ” ที่ดังกึกก้องนอกกรงขัง ไม่เพียงเป็นเสียงของความรักอาทรที่เพื่อนฝูงมอบให้กับไผ่ แต่เป็นเหมือนเสียงแห่งการต่อต้านท่ามกลางความพยายามในการทำให้ทุกตารางนิ้วของสังคมนี้กลายเป็นค่ายทหาร   เรื่องราวการต่อสู้ของไผ่ ดาวดิน รวมถึงเสียงเพลงที่บันทึกอารมณ์แห่งยุคสมัยของ วงสามัญชน จะเป็นเสียงต้านที่ได้รับการยกย่องเมื่อสังคมนี้เปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้นในวันข้างหน้า

“สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกัน เพื่อนรัก” สมาชิกคนหนึ่งของวงสามัญชน บอกผู้เขียนว่า เมื่อพ่อของไผ่ (วิบูลย์ บุญภัทรรักษา) ร้องเพลงนี้ เขาจะเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนนี้เป็น “สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกัน ลูกรัก” 

ARCHIVE BLOG

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม : ความทรงจำถึง “สมเด็จพระนางเจ้าฯ” ในบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม : ความทรงจำถึง “สมเด็จพระนางเจ้าฯ” ในบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน มีพระราชกระแสรับสั่ง ต่อนายกรัฐมนตรี…
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม:66 ปีมานี้ ... เฉลี่ยแล้ว ทุกๆ 6 ปี ชาวไทยจะได้ชมละคร “สี่แผ่นดิน”!!

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม:66 ปีมานี้ ... เฉลี่ยแล้ว ทุกๆ 6 ปี ชาวไทยจะได้ชมละคร “สี่แผ่นดิน”!!

ค่ำวันนี้ “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล" จะกลับมาทำการแสดงเป็นครั้งที่ 3 หลังจากประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่อง…
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม ตอนที่ 2:นักแต่งเพลง ก็เป็นนั่งร้านของคณะรัฐประหาร

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม ตอนที่ 2:นักแต่งเพลง ก็เป็นนั่งร้านของคณะรัฐประหาร

นั่งร้านของคณะรัฐประหาร ไม่ได้มีแค่เนติบริกร หรือ นักรัฐศาสตร์บริการ เท่านั้น…
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ประเทศไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตย!!

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ประเทศไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตย!!

เฉพาะต้นปีนี้ มีนักวิชาการอย่างน้อยสองคน พูดถึงภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย…
TOP
NOW :