ไม่พบผลการค้นหา
นับถอยหลังจังหวะการเมืองของ 3 ป. จะเหลือเพียงแค่ 1 ป. บนหน้าฉากทางการเมือง

เพราะ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประกาศเกษียณอายุทางการเมืองไปแล้ว 

29 ส.ค. 2566 “พล.อ.ประยุทธ์” กล่าวสั้นๆ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็น ครม.นัดสุดท้าย ว่า ขอบใจ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่อยู่ทำงานด้วยกัน ก็ขอให้ทำงานเพื่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกคนทำดีอยู่แล้ว ขอบคุณทุกคน เดินทางมาถึงตรงนี้ ที่ผ่านมาทำงานก็ดีอยู่แล้ว 

“เชื่อว่าทุกคนจะทำงานต่อได้ จากนี้จะพักผ่อน และใช้เวลากับครอบครัว ซึ่งคิดมาตลอด 9 ปี ไม่ขอย้อนเวลาแก้อะไร เป็นพลเมืองธรรมดา ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร และตอนนี้เดินหน้าอย่างเดียว”

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวกับสื่อมวลชนในวันที่ 30 ส.ค. 2566 ว่าจะใช้เวลาว่างไปปั่นจักรยาน 

“แก่อายุขนาดนี้ก็ต้องรักษาสุขภาพดูแลร่างกาย คงไม่ไปทำอะไร” 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ฝากสังคมไว้กับสื่อมวลชนเพราะมองว่าในสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน สื่อนั้นมีอิทธิพลกำหนดทิศทางเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งดังนั้นจึงขอฝากประเทศชาติไว้ด้วย ส่วนการที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามา เมื่อตนลงจากตำแหน่งก็ถือเป็นประชาชนคนธรรมดา 

“ไม่ว่าเขาจะทำอะไรหรือตัดสินใจอย่างไรเช่น การขึ้นภาษี และอื่นๆอะไรก็ตามเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินเชื่อว่า ตอนเราทำอย่างไรเมื่อเขาเข้ามา สื่อก็จะเป็นผู้เช็คความสมดุลให้โดยการวิพากษ์วิจารณ์หากทำดีหรือไม่ดี เพื่อให้สังคมลงตัว”

"ผมเข้าใจการทำงานของสื่อที่อาจจะมีคำถามรุนแรง แต่สื่อมวลชนถือว่ามีความสำคัญต่อประเทศชาติมาก เพราะพูดอะไรสังคมจะฟัง จึงอยากฝากว่าถ้าจะทำให้ขัดแย้งก็ทำได้ ถ้าจะทำให้เบาลงก็ทำได้ ฉะนั้นขอฝากประเทศชาติไว้ด้วยดังนั้นใครมาใหม่ผมก็ขอให้กำลังใจ ฉะนั้นเราต้องเคารพการตัดสินใจบริหารแผ่นดินของเขา” 

ประยุทธ์ อนุทิน .jpg

ขณะที่อีก 1 ป. “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยเมื่อ 25 ก.ค. 2566 ถึงกรณีพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นหัวหน้าพรรคดูแลพรรคต่อไปใช่หรือไม่

โดย พล.อ. ประวิตร ตอบว่า “ก็ยังเป็นอยู่จะให้ปิดสวิตช์ 3 ป. หรือไง” 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ได้ประกาศวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่

“ผมยังไม่เคย พูดที่ไหนว่าจะวางมือ” 

กลับกันพรรคพลังประชารัฐ เร่งเครื่องเดินหน้าทางการเมืองเต็มสูบ แม้ พล.อ.ประวิตร จะเร้นกายภายใต้ฉากม่านการเมือง แต่น้องชาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่อยู่เบื้องหลัง วันนี้ถูกดันมาอยู่เบื้องหน้า เป็นสัญลักษณ์ของขุมอำนาจใหม่เต็มตัว 

ล่่าสุด วันที่ 31 ส.ค. 2566 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า เตรียมลาออกจาก สส. ในเร็วๆ นี้ และให้คนอื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ สส.แทน โดยส่วนตัวจะไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่างเดียว และขอให้ทุกคนโชคดี

เมื่อถูกถามว่า พล.อ.ประวิตร ยังอยู่ในแวดวงการเมืองเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับสื่อมวลชน ก่อนจะวางมือทางการเมืองไป ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ไม่ขอพูดเรื่องนี้

พล.อ.ประวิตร ยังระบุว่่ สำหรับการเมืองยังมีพลังอยู่ใช่หรือไม่ ว่า เป็นหน้าที่คนอื่น ตนทำมาเยอะแล้ว เมื่อถามย้ำว่า ทำมาเยอะแล้วและอยากทำต่อหรือไม่ ก่อนผู้สื่อข่าวจะแซวว่า ทำอยู่ ทำต่อ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทำอยู่ ทำต่อ หมายความว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า หมายถึงทำให้ประเทศ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมทำมาเยอะแล้ว ผมทำให้พรรคบ้าง”

ประวิตร IMG_1773.jpeg

แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะจัดตั้งรัฐบาล 314 เสียง มี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 แต่ยังมิอาจวางใจได้ว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในอนาคตจะไม่สั่นคลอน 

อย่าลืมว่า ทันทีที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” หยุดปฏิบัติการ “แฉเพื่อชาติ” หลัง “เศรษฐา” ได้รับเสียงโหวตอย่างท่วมท้นในที่ประชุมรัฐสภา 

แต่วันรุ่งขึ้น กลับเกิดปรากฏการณ์ที่ว่า “ชูวิทย์” ไป “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” มา ขอให้ตรวจสอบการซื้อขายที่ดินของบริษัทแสนสิริ ต่อจาก “ชูวิทย์” 

ต้องไม่ลืมว่า “เรืองไกร” เป็นเนื้อเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค คนที่ประกาศว่ายังไม่หยุดเล่นการเมือง 

ขณะที่ กลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ เช่น องค์กรอิสระบางแห่ง ก็ยังถูกสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องความเที่ยงธรรม – โปร่งใส โดยเฉพาะบางคดีที่ตัดสินกังขา 

เศรษฐา โปรดเกล้านายก พรรคร่วม 333.jpeg

เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ ติดตั้งกลไกถ่วงดุล ตรวจสอบ การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ลืมคิดในมุมกลับว่า เมื่อฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ต่อไปนี้คนที่เข้าสู่อำนาจ และยึดกุมองค์กรอิสระได้ ก็เท่ากับคุมเกม แถมยังทำให้เกิด “นักร้องการเมือง” ที่เป็นอาชีพหลัก และ อาชีพเสริม 

เมื่อการจัดโผ ครม.เศรษฐา 1 พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เก้าอี้แบบ “ถูกใจ” 100% ต่างกับพรรครวมไทยสร้างชาติ 

รัฐบาลเศรษฐา อาจจะไม่ปลอดภัย 100% คำร้องของ “นักร้องการเมือง” อาจถูกหยิบขึ้นมา “เขย่า” 

เมื่อวันใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลาดท่า เดินเกมพลาด 1 ป.ที่เหลืออยู่อาจรอเสียบ เพราะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของชีวิต