4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘งานเมือง นำการเมือง’ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มถูกมองในฐานะ ‘เมืองที่ต้องการผู้บริหาร’ มากกว่า ‘พื้นที่ช่วงชิงฐานเสียง’ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เลือกตั้งตามพรรค มาสู่ยุคของการเลือกคนเข้าไปทำงานจริงๆ
🟢หมดยุคนโยบายขายฝัน เพราะการแก้ปัญหา ‘ประจำวัน’ คือเรื่องใหญ่ที่ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดี
หลายครั้งหลายหนที่การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้น ทำคนกรุงตื่นเต้นกับเมกะโปรเจกต์ อุโมงค์ยักษ์ รถไฟฟ้าสายใหม่ หรือนโยบายอัจริยะบางอย่าง แต่กรอบความคิดนี้ถูกท้าทายอย่างหนักด้วยแนวคิดนโยบายระดับ ‘เส้นเลือดฝอย’
ตลอดวาระ 4 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงปัญหาเส้นเลือดฝอย หรือ Micro Issue อย่าง น้ำท่วมขัง ความปลอดภัย และสาธารณูปโภคพื้นฐาน สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องทั้งหมดในสภา กทม.
เพราะคุณภาพชีวิตของคนเมืองกรุงไม่ได้วัดกันที่จำนวนตึกระฟ้า แต่วัดกันที่ฟุตบาทที่เดินแล้วน้ำไม่กระเซ็นจนตัวเปียก หลอดไฟริมซอยที่สว่างไสวยามค่ำคืน ทางม้าลายที่ปลอดภัย การลอกท่อที่ทำอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียว ไม่เพียงเท่านั้น ความสะดวกรวดเร็วในการรายงานปัญหาเมืองด้วยทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) แบบเจาะลึกถึงระดับหน้าบ้านประชาชน ได้กลายเป็น new normal ของคนกรุงเทพฯ และดูเหมือนว่าผู้สมัครคนไหนที่เดินเข้ามาพร้อมกับภาพฝันระดับมาสเตอร์แพลน แต่ไร้แผนการจัดการเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญในชีวิตประจำวัน อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของคนกรุงเสียแล้ว
🟢ทลายคอขวดระบบราชการที่ล่าช้าด้วยเทคโนโลยี (Platformization of City Management)
สิ่งที่พลิกโฉมการทำงานของ กทม. ฝ่ายบริหารมากที่สุด คือการนำเทคโนโลยีมาเป็นแกนกลางในการบริหารงาน อย่าง ระบบTraffy Fondue ที่รับเรื่องร้องเรียนและให้ประชาชนติดตามได้ หรือผู้บริหารลงพื้นที่ไลฟ์ให้เห็นหน้างานจริง
นี่จึงไม่ใช่แค่ช่องทางรับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่คือการ ‘กระจายอำนาจ’ ให้ประชาชนนับล้านคนมีส่วนร่วมในการชี้ปัญหา และเปลี่ยนข้าราชการจากที่ต้อง ‘รอคำสั่งนาย’ ให้มา ‘ทำงานตาม Data หน้างาน’ ทันที มาตรฐานนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเปลี่ยนไป และกลายเป็นแบบอย่างให้หลายๆ เมืองในไทยนำระบบนี้ไปใช้ต่อ มากไปกว่านั้น ระบบนี้ทำให้ชาวกรุงเทพฯ ไม่ต้องกลับไปเขียนคำร้องในกระดาษและรอคอยที่สำนักงานเขตอีกต่อไป เพราะผู้นำในยุคถัดไปต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อกำกับดูแล หรือ Data-Driven Governance ให้เป็น
ภาพจำของการลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ สวมรองเท้าผ้าใบเดินลุยน้ำ หรือการไลฟ์ตรวจงานของชัชชาติได้กลายเป็นภาพจำของการนำแบบ Active Management
ในองค์กรที่มีข้าราชการและลูกจ้างเกือบแสนคน การที่ผู้บริหารสูงสุดลงไปเห็นหน้างานจริง คือการส่งสัญญาณอันทรงพลังไปยังผู้มีส่วนใน กทม. ทุกคนว่า ‘คุณกำลังถูกตรวจสอบ’’ การไลฟ์ของชัชชาติคือการสร้างความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ ทำให้วัฒนธรรมการทำงานแบบ ‘เจ้านายสั่งการในห้องแอร์’ กลายเป็นสิ่งที่จะถูกชาวกรุงเทพฯ ตั้งคำถามมากยิ่งขึ้น
🟢ดาบสองคมของผู้ว่าฯ ไร้มุ้งการเมือง
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของแนวคิด ‘งานเมือง นำการเมือง’ คือการทำงานของ ‘ผู้ว่าฯ ไร้มุ้ง’ ที่ต้องเผชิญกับโครงสร้างการเมืองในสภา กทม. ถึงแม้ผู้ว่าฯ จะเป็นฝ่ายบริหาร ที่มาจากฉันทามติของคนกรุงเทพฯ แต่การทำงานทุกอย่างยังต้องได้รับการอนุมัติงบประมาณโดย สภา กทม.
ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาหลักการของคำว่าอิสระ ผู้บริหารเมืองอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เลือกที่จะไม่สร้าง ‘กลุ่มก้อนการเมือง’ หรือตั้งพรรคของตัวเอง แม้จะมีเครือข่ายคนทำงานรุ่นใหม่ที่พร้อมลงสมัครในนามทีมผู้ว่าฯ ก็ตาม นั่นเพราะความเชื่อที่ว่า ตำแหน่งผู้ว่าฯ ควรต้องทำงานร่วมกับ ส.ก. ได้ทุกพรรค ทุกเขต โดยไม่มีเส้นแบ่งเรื่องสีเสื้อหรือฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล
แต่โลกความจริงของการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น เราได้เห็นการสกัดกั้นนโยบายสำคัญผ่านการตัดงบประมาณปี 2568 ด้วยเหตุผลที่ชวนตั้งคำถาม เช่น โครงการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาล วงเงินกว่า 219 ล้านบาท ถูกสภาตัดงบโดยให้เหตุผลว่ากังวลเรื่องภาระค่าไฟ และเสนอแนะให้ ‘ปลูกต้นไม้เพื่อกรองฝุ่น’ แทนการติดแอร์ให้เด็ก หรือโครงการติดตั้งเซนเซอร์แผ่นดินไหว วงเงิน 9 ล้านบาท ที่ถูกตัดทิ้งเพราะสภามองว่าเป็นการแจ้งเตือนหลังเกิดเหตุ ไม่ใช่การพยากรณ์ล่วงหน้า รวมถึงงบควบคุมการก่อสร้างโรงพยาบาลและอาคารหลักร้อยล้านบาทก็ถูกปัดตกไป
นอกจากปัญหาเรื่องงบประมาณ ยังมีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในสภา ตัวอย่างเช่น วิกฤตด้านนิติบัญญัติที่ร่างข้อบัญญัติของฝั่งผู้บริหารผ่านได้ถึง 19 ร่าง แต่ร่างที่เสนอโดย ส.ก. กลับผ่านได้เพียง 4 ร่างจาก 10 ร่าง หนำซ้ำยังมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญหลายสิบคณะ ซึ่งมักมีการขอขยายเวลาการทำงานออกไปเรื่อยๆ บางคณะขอขยายเวลาถึง 480 วัน โดยมีเบี้ยประชุมให้กรรมการครั้งละ 1,000 บาท ซึ่งงบประมาณเบี้ยประชุมรวม 4 ปี อาจสูงถึง 12 ล้านบาท นี่คือภาพสะท้อนว่ายุทธศาสตร์ งานเมืองนำการเมือง ก็อาจเป็นดาบสองคมที่เปิดช่องให้คนหาผลประโยชน์ได้เช่นกัน
🟢งานเมืองจะยังนำการเมืองหรือไม่? 28 มิถุนายนนี้ คนกรุงเทพฯ ต้องเป็นผู้ตัดสิน
การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะเป็นบททดสอบแนวคิด ‘งานเมือง นำการเมือง’ ของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ
เป็นการพิสูจน์ว่าคนกรุงเทพฯ จะไปต่อหรือไม่กับหลักการ ‘งานเมือง นำการเมือง’ หรืออยากกลับไปผู้ว่าฯ ที่เป็นตัวแทนของพรรคใดพรรคหนึ่ง
และหากคนกรุงเทพฯ พร้อมไปต่อกับแนวคิดนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเลือกผู้ว่าฯ ที่ขยันทำงานอีกต่อไป แต่ชาวกรุงเทพฯ จะต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยัง ‘ผู้สมัคร ส.ก. ทุกพรรค’ ว่าบรรทัดฐานของคนเมืองกรุงได้เปลี่ยนไปแล้ว
แนวทางงานเมือง นำการเมืองในบริบทใหม่ คือการใช้ ‘ฉันทามติของประชาชน’ หรือ Public Mandate เป็นเกราะคุ้มกันให้กับคนทำงาน ประชาชนจะเป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศนี้ด้วยตัวเองผ่านคูหาเลือกตั้ง โดยการกดดันให้ ส.ก. ที่ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร ต้องยอมละทิ้งเกมการเมืองในสภา และหันมาทำงานแบบ ‘งานเมือง นำการเมือง’ สอดประสานกับฝ่ายบริหาร
หาก 4 ปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเลือกผู้ว่าฯ ตามสีเสื้อ มาสู่การเปิดรับ ‘คนทำงาน’ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็คือบททดสอบครั้งสำคัญของคนกรุงเทพฯ ว่าพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะสร้าง ‘ระบบนิเวศทางการเมือง’ ที่อนุญาตให้คนทำงาน สามารถบริหารเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องก้มหัวให้กับระบบอุปถัมภ์หรือซุ้มการเมืองใดๆ อีกต่อไป