ไม่พบผลการค้นหา
'ชัชชาติ' ตั้งโต๊ะแถลงโต้ข้อกล่าวหาคดีเครื่องออกกำลังกาย ยันไม่เคยปล่อยผ่าน ประสาน ป.ป.ช. ฟันโทษอาญาเพิ่มเติม ชี้เป้าเอาผิดถึงที่สุด ใช้บทเรียนคดีนี้ ยกระดับระบบจัดซื้อจัดจ้าง ให้โปร่งใสและรัดกุมยิ่งขึ้น

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงกรณีคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ร่วมกับอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ หลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงผลสอบวินัยข้าราชการ กทม. และกรณีบทลงโทษตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาท

ชัชชาติ กล่าวว่า ขอบคุณ ส.ส.แบงค์ ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น เพราะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีการพูดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะของ กทม. แต่เป็นปัญหาของประเทศไทยด้วย ดังนั้นจึงอยากให้สังคมติดตามประเด็นนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่พูดกันเฉพาะในช่วงการหาเสียง

ยืนยันคดีเครื่องออกกำลังกายยังไม่จบ เดินต่อ 3 กระบวนการ

ชัชชาติ ยืนยันว่า คดีนี้ยังไม่ถึงข้อยุติ และไม่ใช่การรอด “ยกแก๊ง” ตามที่มีการกล่าวหา โดยขณะนี้ยังมี 3 กระบวนการที่ต้องดำเนินต่อ

กระบวนการแรก คือการสอบวินัยของ กทม. ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษใหม่แล้ว กระบวนการที่สอง คือการเรียกค่าเสียหายทางละเมิด ซึ่งยังไม่สิ้นสุด และกระบวนการที่สาม คือการตรวจสอบของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง กทม. ส่งเรื่องให้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงแรกของคดี

ชัชชาติระบุว่า อำนาจสอบสวนของ กทม. อยู่ในกรอบวินัยราชการเป็นหลัก ขณะที่ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบในวงกว้างและลึกกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฮั้วประมูล หรือความเชื่อมโยงกับผู้รับเหมา จึงต้องให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบคู่ขนาน

แจงลำดับสอบสวน เริ่มจาก 7 โครงการ ก่อนขยายผลต่อ

สำหรับลำดับการดำเนินการ ชัชชาติกล่าวว่า เมื่อมีข้อมูลร้องเรียนและมีรายงานจากหน่วยงานตรวจสอบ ทาง กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงใน 7 โครงการแรก ก่อนพบว่ามีมูล จึงตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงระดับผู้บริหารในระบบราชการ กทม.

ชัชชาติกล่าวว่า เหตุที่เริ่มจาก 7 โครงการก่อน เพราะเป็นชุดข้อมูลแรกที่มีประเด็นชัดเจน แต่หากการสอบสวนพบว่ามีมูลหรือมีหลักฐานเพิ่มเติม ก็ต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นทั้งหมด ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ 7 โครงการ 17 โครงการ หรือ 24 โครงการเท่านั้น

ปฏิเสธเห็นชอบโทษ 600 บาท ชี้เป็นเพียงการส่งเรื่องเข้ากรรมการใหญ่

ชัชชาติชี้แจงว่า ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลขึ้นมา ตนเห็นว่าโทษที่เสนอยังไม่รุนแรงพอ จึงให้กลับไปสอบสวนใหม่ให้ละเอียดขึ้น แต่เมื่อผลสอบกลับมายืนยันในแนวทางเดิม จึงให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคณะกรรมการใหญ่ที่มีอำนาจพิจารณาโทษทางวินัยขั้นสุดท้าย

ชัชชาติย้ำว่า คำว่าเห็นชอบในขั้นตอนดังกล่าว ไม่ใช่การเห็นชอบกับบทลงโทษ 600 บาท แต่เป็นการเห็นชอบให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาต่อ และขณะนี้คณะกรรมการดังกล่าวก็เห็นว่าผลสอบยังไม่เพียงพอ จึงมีมติให้สอบสวนเพิ่มเติม

“เมื่อผมมารู้เรื่องเงิน 600 บาท ผมไม่เคยเห็นชอบนะ ให้กลับไปสอบใหม่ด้วยซ้ำ พอสอบใหม่มาครั้งที่สอง มันกลับมาเหมือนเดิม ผมก็เลยให้เอาเรื่องเข้าคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะเขามีอำนาจสูงสุด” ชัชชาติกล่าว

ใจอาจอยากไล่ออก แต่ผู้ว่าฯ สั่งเองไม่ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมสองฝ่าย

ชัชชาติกล่าวว่า การจะเข้าไปสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนลงโทษแบบใดแบบหนึ่งโดยตรง ทำไม่ได้ เพราะระบบราชการต้องมีคณะกรรมการและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส

“อยู่ดีๆ ผมจะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอาจจะอยากไล่ออกนะ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีกระบวนการที่ต้องมีกรรมการอยู่ ต้องดูทั้งสองฝั่ง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติกล่าวอีกว่า ไม่ควรมองว่า กทม. อ่อนข้อหรือปล่อยผ่าน เพราะฝ่ายบริหารดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มี และส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการที่มีอำนาจสูงกว่าเพื่อตรวจสอบต่อ อีกทั้งเรื่องการลงโทษตัดเงินเดือน 600 บาทก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บทลงโทษสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้

ทวิดาแจงตัดเงินเดือนเป็นขั้นตอนราชการ แต่คดียังไม่ยุติ

ด้าน ทวิดา ชี้แจงในประเด็นนี้ต่อว่า การตัดเงินเดือนที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนราชการ เมื่อมีผลสอบสวนเสนอขึ้นมา ผู้มีอำนาจต้องสั่งลงโทษไปก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดแล้ว เพราะเมื่อเรื่องขึ้นสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการเห็นว่ายังมีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สอบสวนใหม่

“มันไม่ได้ยุตินะคะ การลงโทษต้องทำก่อนตามระบบราชการ แต่เมื่อเรื่องขึ้นมาถึงคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ยังมีหลายคำถามที่ต้องตอบ มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ยังไม่เคลียร์ จึงให้สอบสวนต่อ” ทวิดากล่าว

ทวิดาระบุว่า หากการสอบสวนเพิ่มเติมพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจกำหนดโทษที่สูงขึ้นได้ ตั้งแต่ลดขั้นเงินเดือน ไปจนถึงปลดออกหรือไล่ออก หากพบว่ามีความผิดร้ายแรง

ทวิดาชี้ ผู้ว่าฯ สั่งเร็ว ตั้งคณะกรรมการใน 1 สัปดาห์

ทวิดา ระบุว่า ช่วงที่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติบริหาร กทม. ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทุจริตตั้งแต่ต้น โดยเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ 7 โครงการ ก็สั่งให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตของ กทม. และมีหน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้าร่วม ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. และหลังจากได้รับเรื่องไม่นาน กทม. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการทั่วไป โดยภายในช่วงเวลาประมาณครึ่งปี ก็มีผลการสอบสวนขั้นต้นเสนอขึ้นมา

“ถ้าถามว่าท่านผู้ว่าฯ ชนไหม ก็ต้องเรียกว่าชนนะคะ เพราะกระบวนการนี้จัดทำได้เร็วขึ้น และเป็นกระบวนการที่โปร่งใส” ทวิดากล่าว

ส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน หากชี้มูลหนักต้องลงโทษตามผล

ชัชชาติกล่าวว่า กทม. ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบคู่ขนาน เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจมากกว่า กทม. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฮั้วประมูล และรายละเอียดที่เกินกรอบการสอบวินัยภายใน

เมื่อถูกถามว่าหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ชัชชาติกล่าวว่า หาก ป.ป.ช. พบหลักฐานที่หนักกว่า เช่น เส้นทางการเงินหรือการฮั้วประมูล ก็สามารถนำไปสู่โทษที่รุนแรงขึ้นได้ และที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่การสอบวินัยภายในอาจเห็นเป็นโทษไม่ร้ายแรง แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดร้ายแรง ก็ต้องดำเนินการตามผลของ ป.ป.ช.

“ถ้า ป.ป.ช. ไปสอบเส้นเงิน ไปสอบรายละเอียด แล้วชี้ว่าผิดหนัก ให้ไล่ออกก็ต้องไล่ออก เพราะคำสั่งของ ป.ป.ช. เป็นที่สุด ใหญ่สุด” ชัชชาติกล่าว

ตอบปมล็อกสเปก-e-Bidding ต้องอุดช่องตั้งแต่ราคากลางและ TOR

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกหรือปัญหาในกระบวนการ e-Bidding ชัชชาติกล่าวว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีระบบตรวจสอบบางส่วนอยู่แล้ว เช่น การเปิดให้ร้องเรียน TOR หากเห็นว่ามีการล็อกสเปก แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การตั้งราคากลางและรายละเอียดโครงการที่ต้องเหมาะสม เพื่อลดช่องว่างการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง

ชัชชาติกล่าวว่า ในกรณีเครื่องออกกำลังกาย ปัญหาหนึ่งคือการกำหนดราคากลางทำได้ยาก เนื่องจากอุปกรณ์มีความหลากหลายด้านคุณสมบัติ แต่หลังเกิดกรณีนี้ กทม. ได้เห็นจุดอ่อนของกระบวนการ และนำไปสู่การปรับปรุงการเสนองบประมาณให้ละเอียดขึ้น ไม่สามารถเสนอข้อมูลแบบสั้นหรือไม่ครบถ้วนเหมือนเดิมได้

ถอดบทเรียน 3 เรื่อง ปรับระบบกันทุจริตซ้ำ

ชัชชาติระบุว่า จากกรณีนี้ ทำให้ กทม. ปรับปรุงระบบใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. การทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบภายนอกให้เข้มข้นขึ้น ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป.

2. ปรับกระบวนการเสนองบประมาณให้มีรายละเอียดมากขึ้นตั้งแต่ต้นทาง

3. ปรับกระบวนการสอบสวนวินัยให้รัดกุม รวดเร็ว และตรวจสอบได้มากขึ้น

ชัชชาติย้ำว่า การลงโทษผู้กระทำผิดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกในอนาคต โดยเฉพาะการอุดช่องว่างในกระบวนการตั้งงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการสอบสวนวินัย

หากได้กลับมาทำงาน จะลุยต่อให้สุดซอย

ชัชชาติกล่าวว่า หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะกระบวนการยังไม่จบ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและ ป.ป.ช. รวมถึงต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ก็ต้องลุยต่อ ต้องไปให้สุดซอย กระบวนการมันไปแล้ว คณะกรรมการให้สอบสวนใหม่ ป.ป.ช. ก็ยังเดินต่อ เราก็ต้องไปตามเรื่อง และต้องขยายผลไปให้ครบทุกโครงการ” ชัชชาติกล่าว

ชี้คอร์รัปชันฝังรากลึก ต้องพูดให้ชัด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางจบ

ชัชชาติกล่าวถึงภาพรวมการต่อต้านทุจริตว่า เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและแก้ได้ไม่ง่าย แต่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไม่พูดถึงปัญหานี้ ก็ไม่มีทางแก้ไขได้ และจะกลายเป็นภาระต่อคนรุ่นหลัง

“ทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่หนักที่สุด มันฝังรากลึก ยาวนานมาก เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวของหลายฝ่าย ถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้ มันก็ไม่มีทางจบ แล้วก็เป็นภาระกับลูกหลาน” ชัชชาติกล่าว

รับผิดชอบในฐานะหัวหน้าทีม หากพบคนไม่สุจริตต้องให้ออก

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทีมงานของตนอาจไม่ใสซื่อ ชัชชาติกล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนขอรับผิดชอบทั้งหมด และหากพบว่ามีผู้ใดไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างชัดเจน

“ผมรับผิดชอบแทนทุกคน ผมเป็นหัวหน้าทีม ถ้ามีปัญหาผมรับผิดชอบ ถ้ามีคนไหนไม่บริสุทธิ์ ไม่ดี ผมก็ต้องให้ออก” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า การตั้งโต๊ะชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะโกรธผู้ที่ตั้งคำถาม แต่เป็นโอกาสในการอธิบายข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมยืนยันว่าเรื่องความโปร่งใสควรเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง แต่ต้องเป็นวาระระดับประเทศ

“ผมไม่ได้โกรธเลยนะ ผมว่าขอบคุณเลย ทำให้เรามีโอกาสชี้แจง และปีนี้ผมว่าเป็นวาระของเรื่องความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เราพูดเรื่องนี้กัน และต้องทำในระดับประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง” ชัชชาติกล่าว