ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (9 มิถุนายน 2569) ว่า ระบบเตือนภัยน้ำไทย: ในวันที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน เราอยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้?
"น้ำมาแล้ว" คำสั้นๆ ที่เป็นทั้งคำเตือนและฝันร้ายที่คนไทยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับจากอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 ที่ฝากความเสียหายไว้มหาศาล มาถึงปี 2567 ที่ภาคเกษตรกรรมต้องแบกรับความบอบช้ำอีกกว่าสี่หมื่นล้านบาท คำถามสำคัญที่ทรายอยากชวนทุกคนคิดคือ ทุกครั้งที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน เรารู้ล่วงหน้าเร็วพอที่จะพาคนที่รักและทรัพย์สินหนีทันจริงๆ ไหม
เมื่อหันมามองความจริง ประเทศไทยมีหน่วยงานดูแลเรื่องน้ำไม่น้อยกว่า 20 หน่วยงาน แต่ปัญหาวิกฤตคือภาวะ "ต่างคนต่างทำ" และการขาดเอกภาพในการบูรณาการและสั่งการ ยิ่งสะท้อนชัดจากบทเรียนน้ำท่วมภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ที่ขาดศูนย์บัญชาการ Single Command ขาดการบริหารจัดการที่ชัดเจน รวมถึงข้อมูลที่ไม่เหมือนกันตามแต่หน่วยงาน จนทำให้การบริหารสั่งการเป็นไปได้ยากและเกิดความสับสน
โลกภายนอกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบที่ดีกว่านี้มีอยู่จริง ประเทศผู้นำด้านการเตือนภัยและการจัดการน้ำอย่างญี่ปุ่นมีระบบ J-Alert ส่งข้อมูลดาวเทียมตรงถึงมือถือและลำโพงสาธารณะในไม่กี่วินาที แถมแม่นยำจนเตือนภัยล่วงหน้าได้เฉลี่ยถึง 33 ชั่วโมง ซึ่งเป็น 'เวลาซื้อชีวิต' ให้คนมีเวลาเก็บของและตั้งสติก่อนภัยมา ส่วนเนเธอร์แลนด์ก็เปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างกำแพงกั้นน้ำ มาเป็นโครงการ Room for the River ปรับผังเมืองคืนพื้นที่ให้แม่น้ำไหลผ่านจุดที่กำหนดโดยไม่ทำลายบ้านเรือน เพราะเขารู้ว่าระบบเตือนภัยที่ดีต้องเดินคู่ไปกับการวางผังเมืองด้วย
ขณะที่บังกลาเทศหยิบยื่นบทเรียนราคาแพงให้เราเห็นว่าความรวดเร็วไม่ได้ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินเสมอไป ประเทศของเขาเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการใช้ระบบเครือข่ายอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน เดินเท้าเข้าไปแจ้งข่าวและแปรข้อมูลให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงในชุมชน บังกลาเทศทำให้เห็นว่าแม้ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่ถ้าระบบสื่อสารลงไปถึงมือประชาชนจริงๆ เราก็รักษาชีวิตคนไว้ได้
หากไทยอยากเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเตือนภัยที่พึ่งพาได้ ทรายมองว่าเราต้องขับเคลื่อน 4 มิติไปพร้อมกัน เริ่มจาก
1. การสร้างเอกภาพในการบัญชาการ (Single Command) เพื่อลดความสับสน ตั้งแต่การบูรณาการข้อมูลของทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ให้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน มีแผนงานและการสื่อสารที่ชัดเจนให้ผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วย รวมถึงประชาชนมีความเข้าใจที่ตรงกัน
2. มีการซ้อมและทบทวนแผนอยู่เสมอ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ รวมถึงระดมทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อรองรับการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที
3. การยกระดับเทคโนโลยีพยากรณ์ลุ่มน้ำอัจฉริยะเพื่อซื้อเวลาล่วงหน้าให้ได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ขยายการเตือนภัยผ่านอาสาสมัครและหอเตือนภัยในพื้นที่อับสัญญาณ
4. การสำรวจและเตรียมรับมือที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การเตรียมขุดลอก ทลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงการจัดสรรงบให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น บางพื้นที่มีความเสี่ยงเรื่องตลิ่งควรได้รับการจัดสรรงบทำตลิ่ง มากกว่าพื้นที่อื่น และมากกว่าด้านอื่นไม่ใช่จัดตาม% โดยไม่สนใจความจำเป็นเร่งด่วน
ถ้าเรากล้าเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านี้ สิ่งที่ประชาชนจะได้กลับมาไม่ใช่แค่ตัวเลขความสูญเสียที่ลดลง แต่คือความมั่นใจในชีวิต พี่น้องเกษตรกรจะกล้าทำมาหากินโดยไม่ต้องหวาดระแวง มีแผนที่เสี่ยงภัยที่เป็นข้อมูลสาธารณะให้ทุกคนเข้าถึงเพื่อวางแผนชีวิตตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ทุกครอบครัวจะมีเวลาล่วงหน้า มากพอที่จะอพยพตนเอง ผู้เปราะบางและลูกหลานออกไปได้อย่างปลอดภัย
ทุกปีที่น้ำมา ทรายมักได้ยินพี่น้องที่อยู่ติดลุ่มแม่น้ำต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงไม่รู้ตลิ่งจะพังเมื่อไหร่ คำพูดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของการจัดการน้ำและการเตือนภัยโดยนำข้อมูลน้ำมาใช้จริง
สิ่งที่ประเทศเราขาดในตอนนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีและไม่ใช่งบประมาณทั้งหมด แต่คือความตั้งใจจริงของผู้บริหารประเทศที่จะเลือกความปลอดภัยของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง และการบูรณาการทุกหน่วยงาน ทรายพร้อมจะผลักดันเรื่องนี้ต่อ และหากคุณอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง มาร่วมส่งเสียงและแชร์เรื่องราวนี้ไปด้วยกันค่ะ