ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' มอบนโยบายด้านการอุดมศึกษา ภายใน 'การประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 7/2569' เดินหน้าปฏิรูปอุดมศึกษา รับคลื่น AI ดิสรัปต์ ดันมหาวิทยาลัยเป็นฐานทัพนวัตกรรมและเศรษฐกิจ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายด้านการอุดมศึกษา ภายใน “การประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 7/2569” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางเพ็ญนภา กัญชนะ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา คณะผู้บริหารและคณะกรรมการการอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5 อาคารอุดมศึกษา 1 สป.อว. (ศรีอยุธยา) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความท้าทายจากเทคโนโลยีและบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความรุนแรงของการแข่งขันด้านเทคโนโลยี (Tech War & AI) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เราต้องรับมือโดยการมุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างหลักสูตร สร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงอุตสาหกรรมขั้นสูง

ในด้านการปรับตัวของการจัดการศึกษา ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีอย่าง AI มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบรายวัน ทำให้ความรู้เฉพาะทางในหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีอาจล้าสมัยตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ทิศทางของมหาวิทยาลัยจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการปูรากฐาน (Foundation) ของผู้เรียนให้แข็งแกร่ง เช่น แคลคูลัส ปรัชญา และฟิสิกส์ เพื่อให้เด็กไทยสามารถปรับตัวและต่อยอดความรู้ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ อว. มีแผนขยายฐานผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป ได้กลับมาเรียนรู้ทักษะใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เสน่ห์ของมหาวิทยาลัยในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ป้ายชื่อสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ตัว "อาจารย์" ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักศึกษาและคนเก่งจากทั่วโลกให้เข้ามาเรียน

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า สำหรับการสร้างพื้นที่แห่งอนาคต มหาวิทยาลัยยุคใหม่จำเป็นต้องลดการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็น เช่น ถนนขนาด 8 เลน แล้วเปลี่ยนเม็ดเงินมาลงทุนกับ "ระบบนิเวศและนวัตกรรม" (Ecosystem & Innovation) แทน และพื้นที่ในมหาวิทยาลัยควรเอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ที่เดินถึงกันได้ มีสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นไอเดีย และทำหน้าที่เป็นแหล่งบ่มเพาะ (Incubator) อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง Holding Company การดึงกองทุน (VC/Angel Fund) เข้ามาลงทุน และเปิดกว้างให้บริษัทสตาร์ทอัพจากภาคเอกชนเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยภายในพื้นที่ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และสัมผัสการทำงานจริงร่วมกับภาคธุรกิจ อีกด้วย

“นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมีเป้าหมายผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้โฟกัสในจุดที่ไทยมีศักยภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการวิจัยระดับ Deep Tech ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้แนวคิดโปรเจกต์อย่าง "Siam Silica" การต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) ไปสู่นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และจีโนมิกส์ ไปจนถึงการยกระดับเศรษฐกิจการเกษตรและชุมชน (Agriculture & Local Economy) ด้วยการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น เช่น การเปลี่ยนหมู่บ้านประมงที่ขาดรายได้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการแปรรูปอาหารแห่งใหม่ ซึ่งวิสัยทัศน์ทั้งหมดนี้มุ่งหวังที่จะบูรณาการภาคการศึกษาให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจระดับมหาภาคได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน“ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว