วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบกระทู้ถามสดของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในประเด็นการผลักดันจัดตั้งสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดยย้ำว่า กระทรวง อว. และสมาชิกวุฒิสภา มีจุดยืนร่วมกันในเรื่องนี้ โดยตระหนักดีถึงปัญหาวิกฤตการขาดแคลนเภสัชกรของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค ซึ่งทางกระทรวง อว. พร้อมเร่งสนับสนุนและผลักดันการจัดตั้งสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มทส. ให้ประสบความสำเร็จและบรรลุผลโดยเร็วที่สุด
"สำหรับเรื่องการขาดแคลน ในเป้าหมายสากลเราต้องการสัดส่วนเภสัชกรต่อประชากรประมาณ 1 ต่อ 1,900 หรือ 1 ต่อ 2,000 คน แต่ปัจจุบันภาพรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 2,700 คน ซึ่งห่างกันเยอะ แต่ถ้าเกิดสมมติเราดู 'เขตสุขภาพที่ 9' (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ร่วม 1 ต่อ 5,000 เลยนะครับ เพราะฉะนั้นมีการขาดแคลนสูงจริง ๆ และถ้าไม่มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ สมมติว่าเราบอกว่าที่อื่นก็เปิด กลายเป็นว่าเขาไปเรียนที่อื่น แต่ว่าก็ไม่ได้กลับมาทำงานในพื้นที่เขา ตรงนี้ก็เป็นเป้าหมายเดียวกันครับว่าทำไมต้องเปิดในพื้นที่ ในขณะที่ที่อื่นก็มี ความจริงแล้วถ้าเปิดที่ไหน คนก็จะทำงานที่นั่นพอสมควร แล้วก็มีคนอยากเรียนรองรับเรียบร้อยนะครับ ตรงนี้เหลือแต่ว่าเราเปิดให้สำเร็จ"
เปิดสาเหตุความล่าช้า และความคืบหน้า 5 ข้อเสนอแนะจากสภาเภสัชกรรม
ต่อข้อซักถามถึงสาเหตุความล่าช้าและผลการดำเนินงานตามเงื่อนไขของ สภาเภสัชกรรม ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวขอบคุณรักษาการอธิการบดี มทส. ที่แสดงความมุ่งมั่นและได้เข้าหารือกับตนตั้งแต่ช่วง 3 เดือนแรกของการรับตำแหน่ง เพื่อมุ่งผลักดันภารกิจนี้ให้สำเร็จ โดยอธิบายถึงเบื้องหลังว่า ในแผนเดิมนั้น ทางมหาวิทยาลัยวางแนวทางจะเปิดหลักสูตรภายใต้ "สำนักวิชาวิทยาศาสตร์" ไปก่อน และเมื่อมีความพร้อมในระดับหนึ่งจึงค่อยยกฐานะขึ้นเป็น "สำนักวิชาเภสัชศาสตร์" ในปีการศึกษา 2572 ซึ่งเคยได้หารือเบื้องต้นกับสภาเภสัชกรรมแล้วว่าสามารถทำได้หากมีองค์ประกอบครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาวิทยาลัยนำเสนอหลักสูตรผ่านสภามหาวิทยาลัยและส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาเภสัชกรรมอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางสภาเภสัชกรรมได้ให้ข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะกลับมา 5 ประเด็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของสมาชิกวุฒิสภา โดยปัจจุบัน มทส. และกระทรวง อว. ได้เร่งดำเนินการแก้ไขจนมีความคืบหน้าในทุกด้าน ดังนี้
1. การจัดตั้งสำนักวิชาอย่างเป็นทางการ : สภาเภสัชกรรมท้วงติงว่า การบริหารงานหลักสูตรเภสัชศาสตร์จำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพนั้นโดยตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน แนวทางเดิมจึงไม่สามารถตอบโจทย์ได้ มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับแผนมาเป็นการจัดตั้ง "สำนักวิชาเภสัชศาสตร์" ขึ้นมารองรับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้น
2. สัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา (1:6) : ตามมาตรฐานต้องมีสัดส่วนคณาจารย์ประจำ 1 คน ต่อนักศึกษา 6 คน ซึ่งขณะนี้ยังขาดแคลนอยู่ ทางกระทรวง อว. จึงเข้ามาช่วยเหลือโดยเตรียมรวบรวมคำขออัตรากำลังควบคู่ไปกับงบประมาณ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการจัดสรรอาจารย์ประจำให้เหมาะสมและเพียงพอ
3. เนื้อหาหลักสูตรเฉพาะทาง : ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น ครอบคลุมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
4. สถาบันพี่เลี้ยง : ได้ประสานงานและรับการสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เข้ามาทำหน้าที่เป็นสถาบันพี่เลี้ยงคอยดูแลมาตรฐานหลักสูตร ซึ่งปัจจุบันไม่มีปัญหาในส่วนนี้แล้ว
5. โครงสร้างพื้นฐานและครุภัณฑ์: มหาวิทยาลัยได้ตั้งงบประมาณรองรับในส่วนของปีงบประมาณ 2570 เพื่อนำมาปิดช่องว่าง (Gap) ด้านอาคารสถานที่ ห้องปฏิบัติการ และอุปกรณ์เครื่องมือทางเภสัชกรรมให้ครบถ้วนสมบูรณ์
กางไทม์ไลน์ชัดเจน พร้อมระบบ "CHESA" เป็นพี่เลี้ยงเร่งรัดมาตรฐาน
รมว.อุดมศึกษาฯ ได้กางกรอบระยะเวลาการทำงาน (Timeline) ว่า ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โครงสร้างของการจัดตั้งสำนักวิชาเภสัชศาสตร์น่าจะมีความชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง โดยกระทรวง อว. กำลังพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือด้านอัตรากำลังอย่างใกล้ชิด หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถบริหารจัดการภายในได้เอง ก็พร้อมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ทันที
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายแหล่งฝึกปฏิบัติงานและโรงพยาบาลเครือข่ายนั้น มทส. ได้หารือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทางมหาวิทยาลัยตั้งเป้าลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในเดือนธันวาคม แต่ตนมองว่าสามารถเร่งดำเนินการคู่ขนานกันไปได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
ในส่วนบทบาทของกระทรวง อว. จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงผ่านระบบมาตรฐานหลักสูตรและการอุดมศึกษา หรือ ระบบ CHESA (ชีซ่า) เพื่อตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน (Accreditation) ให้การผลิตเภสัชกรเป็นไปอย่างมีคุณภาพและรวดเร็วที่สุด โดยมั่นใจในความแข็งแกร่งทางวิชาการของ มทส. เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พร้อมทั้งยึดมั่นในหลักการเคารพสิทธิและความเป็นอิสระในการกำกับดูแลตนเองของสภามหาวิทยาลัยโดยตรง
ชูวิสัยทัศน์ "Wellness Economy" ผนึกความหลากลายทางชีวภาพ สู่ความภาคภูมิใจคนอีสาน
นอกจากการแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ฉายภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่ไกลไปกว่าเรื่องของหลักสูตร โดยเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายใหญ่ของประเทศในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจด้านสุขภาพ หรือ Wellness Economy ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการเภสัชกรในตลาดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
"ต้นน้ำของเภสัชฯ มาได้จากเชิงเคมีและเชิงธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนครับว่าในบริเวณพื้นที่ภาคอีสานเนี่ย มีเรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เยอะมาก ซึ่งตรงนี้เองก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากเรามีคณะเภสัชฯ การมีคณะเภสัชฯ เนี่ย ก็ต้องมีการวางแผน เราวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น 'Clinical Trial Hub' (ศูนย์กลางการวิจัยและทดลองทางคลินิก) ซึ่งเภสัชฯ มีผลอย่างยิ่งในการที่จะสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายตรงนี้ได้ การวางรากฐานของห้อง GMP ในห้องแล็บต่าง ๆ การส่งต่อระหว่างวิทยาศาสตร์สู่เภสัชศาสตร์ สู่แพทยศาสตร์ รอยต่อในการเชื่อมก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ"
ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปถึงการยกระดับการเกษตรมูลค่าสูง โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มเวชสำอาง (Cosmeceuticals) ไปจนถึงการค้นพบและพัฒนายาใหม่ ๆ (Drug Discovery) รองรับการมาถึงของ เศรษฐกิจจีโนมิกส์ (Genomic Economy) ซึ่งจะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการเภสัชกรรมในการนำ "Local Content" หรือทรัพยากรและสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างสรรค์เป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่
พร้อมกันนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้าง "ศูนย์บ่มเพาะทางด้านยาและสมุนไพร" เพื่อให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลายเป็นฮับสำคัญ โดยควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศเพื่อให้เศรษฐกิจสุขภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
ที่สำคัญ มทส. มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่เข้มแข็งระดับประเทศ ทั้ง อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) และการเป็นที่ตั้งของ ศูนย์เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน (Synchrotron Light Research Institute) ซึ่งตนเพิ่งได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยม โดยกระทรวงฯ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนเข้ามาสนับสนุนงานวิจัยทางด้านเภสัชศาสตร์อย่างเต็มกำลัง
"ตรงนี้เองก็จะมีการสนับสนุนให้เกิดซินโครตรอนต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถทำให้งานวิจัยทางด้านเภสัชศาสตร์เนี่ย ไม่ใช่ว่าแค่มีนะครับ แต่ควรจะมีให้ดี แล้วก็เป็นความภาคภูมิใจของชาวอีสานครับ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย