ไม่พบผลการค้นหา
'ผู้นำฝ่ายค้าน' เปิดเวทีรับฟังปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมเสนอนโยบายเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชนประจำปี 2565 “ผู้นำฝ่ายค้านพบกลุ่มชาติพันธ์” ณ โรงแรมสเตย์ วิท นิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ ประสิทธิ์ วุฒินันชัย ส.ส.เชียงใหม่ สงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน วิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ นพคุณ รัฐผไท อดีต ส.ส.เชียงใหม่ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.เชียงราย ณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท และวิกรม เตชะธีราวัฒน์ ร่วมรับฟังปัญหาด้วย

665366.jpg

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กล่าวถึง การรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาชาติพันธุ์ในครั้งนี้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดมีความหลากหลายในเชื้อชาติ หลากหลายเผ่าพันธุ์ ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาหลักคือความเหลื่อมล้ำและการขาดโอกาส ซึ่งหากมองในมิติของเศรษฐกิจต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยอยู่มาก แต่ความเหลื่อมล้ำของกลุ่มชาติพันธุ์นับเป็นปัญหาสำคัญทางโครงสร้างของไทย เริ่มต้นตั้งแต่ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งกลุ่มชาติพันธ์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบสูงตั้งแต่เกิด แต่กลับไม่ได้รับสิทธิในความเป็นอยู่ และประกอบอาชีพ ซึ่งภาครัฐเองกลายมาเป็นผู้ขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มชาติพันธ์

665367.jpg

"หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 รัฐได้ถูกปรับโครงสร้างให้กลายเป็นรัฐราชการ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จนกลายเป็นการกดทับชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธ์" จุลพันธ์ กล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า "โครงการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน เกิดขึ้นจากงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นบทบาทโดยตรงของฝ่ายค้าน ทั้งการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายที่ได้ประกาศไว้นั้นได้เข้าถึงประชาชนจริงหรือไม่ และลงพื้นที่มาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขกฎหมาย"

สำหรับเวทีผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชนในครั้งนี้ได้รับฟังเสียงสะท้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมกว่า 50 คน โดยเฉพาะเสนอให้มีการกำหนดนโนบายเพื่อกลุ่มคนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการคนอยู่ร่วมกับป่าและป่าอยู่ร่วมกับคน ไม่ใช่เป็นการผลักดันคนออกจากพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อให้กลุ่มคนชาติพันธุ์สามารถลืมตาอ้าปากได้