ไม่พบผลการค้นหา
'ทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย' จี้รัฐบาลถึงเวลา 'รวมไทยซ่อมชาติ' เร่งพัฒนาทุกมิติ ทั้งท่องเที่ยว-ธุรกิจ-ต่างประเทศ ทุบ 'ประยุทธ์' ทำประเทศพัง อีกนานกว่าจะเยียวยาตัวเอง

พิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่าง ตามที่ได้มีการประชุม G20 ในประเทศอินโดนีเซีย และ จะต่อด้วยการประชุม APEC ที่กรุงเทพมหานครซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ แม้ผู้นำประเทศที่สำคัญหลายคนจะไม่มาเช่น ผู้นำสหรัฐ ผู้นำรัสเซีย ฯลฯ และการประชุมจะดูเหมือนจะไม่คึกคักนักในเวทีโลก แต่ประเทศไทยก็ยังสามารถจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการจัดประชุมครั้งนี้ หากไทยจะใช้เวทีนี้ในการเจรจากับประเทศกัมพูชาในเรื่องการนำแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชามาแบ่งปันอย่างยุติธรรม เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้ ทั้งนี้ อยากให้ 8 เหตุผลที่ไทยควรเร่งเจรจาแหล่งพลังงานดังนี้ 

1. ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา มีปริมาณมาก ซึ่งจะมีมากกว่าหรือเท่ากับแหล่งเดิมในอ่าวไทยที่ไทยใช้มาแล้วกว่า 30 ปี

2. ปริมาณก๊าซที่ได้จากอ่าวไทยและจากประเทศเมียนมาร์ลดลง ราคาก๊าซจากอ่าวไทยและราคากํ๊าซจากเมียนมาร์มีราคาถูกกว่าราคาก๊าซ LNG ที่นำเข้ามามาก

3. ก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลง

4.ในอนาคตคนจะใข้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และ พลังงานสะอาด พลังงานสีเขียวกันมากขึ้น ก๊าซและน้ำมันในอนาคตอาจจะไม่มีราคาเลยก็เป็นได้ 

5. ก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนเป็นก๊าซเปียก (Wet Gas) ที่สามารถนำมาเข้าโรงแยกก๊าซและนำไปทำธุรกิจปิโตรเคมีได้

6. นอกจากจะได้ก๊าซในราคาถูกแล้ว รัฐยังจะได้ค่าภาคหลวงมาแบ่งกันระหว่างไทยและ กัมพูชา

7. ค่าภาคหลวงที่จะได้รับน่าจะได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าเดิม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่ามีก๊าซธรรมชาติอยู่ในปริมาณมากอย่างแน่นอน

8. การสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่จะนำขึ้นมาใช้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-8 ปี ไม่ใช่เจรจาจบแล้วจะได้ก๊าซธรรมชาติขึ้นมาในทันที ดังนั้นจึงควรเร่งเจรจาให้จบตั้งแต่ตอนนี้ 


ดันธุรกิจดิจิทัลเพิ่มโอกาส

ด้าน จุฑาพร กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 7.7% ซึ่งลดลงมากกว่าที่คาดไว้ และ ความกดดันที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยสูงอีกคงมีน้อยลง ทำให้ความกดดันของไทยก็ลดลงไปด้วย โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็คงจะต้องจับตากันต่อไปในความผันผวนนี้ โดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการประชุมอีกครั้งในอีกไม่นานนี้ 

887815.jpg

ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่จะปรับแก้ประเทศไทยให้ทันสมัยก้าวทันต่างประเทศได้คือ การปรับเปลี่ยนระบบราชการ และการเปลี่ยนแพลตฟอร์มของประเทศ Digital Transformation ซึ่งจะปรับเปลี่ยนประเทศให้ทันสมัย และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมที่จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมา การ Digital Transformation จะช่วยให้ลดขนาดราชการ เพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการจะสร้างธุรกิจสมัยใหม่ ระบบราชการต้องปรับตัวเพื่อรองรับเพื่อให้ธุรกิจสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริง มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับระบบราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ประเทศไทยไม่มีธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้น

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มประเทศจนประเทศพัฒนาคือ ประเทศเอสโตเนีย โดยเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วที่แยกตัวออกมาจากรัสเซียและปรับเปลี่ยนประเทศโดยผู้นำยุคใหม่อายุน้อย ปรากฏว่า 20 กว่าปีให้หลัง เอสโตเนียมีรายได้ต่อหัวต่อคนมีรายได้ต่อหัวต่อคนสูงกว่าคนรัสเซียถึง 2 เท่า ซึ่งพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว 

การจะฟื้นเศรษฐกิจของไทยในยุคสมัยนี้ จะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ จะหวังว่าจะทำเหมือนเดิมแล้วเศรษฐกิจจะฟื้นเองคงเป็นไปไม่ได้ แนวทางการปรับประเทศให้ทันสมัย ตามโลกทัน เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่มูลค่าสูงเพื่อเพิ่มจีดีพี เพิ่มมูลค่าของประเทศ เพิ่มการจ้างงาน สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เพื่อประเทศไทยจะได้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง 


อาสาซ่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยว

ขณะที่ จักรพล ชี้แจงถึงแนวโน้มของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงทุกปี ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมเสนอแนวทางในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวประเทศไทยว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม ความสามารถ และประสบการณ์ที่จะพลิกวิกฤตการท่องเที่ยวไทยที่เหมือนพระอาทิตย์กำลังตกดิน มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ให้เหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้นดั่งอนาคตที่สดใสเพื่อคนไทยทุกคน โดยการทำนโยบายการท่องเที่ยว เช่น

Shock structure เป็นการซ่อมโครงสร้างการท่องเที่ยวใหม่ให้ดีกว่าเดิม เช่น การปรับระบบการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ให้อยู่ในรูปแบบ One Single Service หรือ One Single Checkpoint ให้จบในที่เดียวทั้งการต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ลดปริมาณทัวร์ 0 เหรียญ และทัวร์คิกแบ็ก โดยปรับทิศทางการตลาดเพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยมให้มากขึ้น รวมถึงประสานงานระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อลดปัญหาดังกล่าว

887802.jpg

ประเทศไทยจะต้องสร้างสายน้ำแห่งการท่องเที่ยว (River of Thailand Travel) บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะเป็นมาตรการเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ต้นน้ำ (เพิ่มขีดจำกัดการแข่งขัน) กลางน้ำ (นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม) และปลายน้ำ (การตลาดระหว่างประเทศ)

ทั้งหมดนี้พรรคเพื่อไทยต้องการดึงศักยภาพทรัพยากรที่มีอยู่ มาผสมผสานกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เหมือนรัฐบาลที่ไม่เคยมองเห็นถึงทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศ มีดีแต่กู้เงินมาลงทุน เหมือนตำพริกละลายแม่น้ำ เหมือนกระเชอก้นรั่ว ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่ประหยัด มีดีแต่กู้ กู้มาแล้วไม่วางแผนในระยะยาว

จักรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนยินดีที่จะคว้าโอกาสทองในการนำพาการท่องเที่ยวไทยสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เวลานั้นมีมูลค่าเสมอ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะใช้เวลาทุก ๆ ขณะให้เกิดประโยชน์ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติให้มากที่สุด และคืนความทุกข์มอบความสุขให้แก่คนไทย


ห่วงประเทศต้องซ่อมนาน

จากนั้น ศรัณย์ ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทย หลังจากสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังปรับตัว แต่ละประเทศกำลังออกมาตราการต่างๆ เพื่อรักษาระบบเศรษฐกิจของตนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจถดถอย จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีมาตรการที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่นหลายระเทศแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อฟื้นคืนธุรกิจท่องเที่ยวที่ซบเซาไปนานในช่วงวิกฤตโควิด มาตรการต่างๆ ก็เพื่อให้ประเทศตนผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปให้ได้ โดยประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 

887798.jpg

แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยกลับไม่มีความชัดเจนในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่หน้าเป็นห่วงว่าผลกระทบหลังจากนี้ต่อประชาชน จะยิ่งรุนแรงและเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถฟื้นตัวได้ มาตรการของรัฐบาลกลับเป็นการมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะช่วยเหลือประชาชนได้บ้าง แต่ไม่สามารถฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

มาตรการล่าสุดของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อดึงนักลงทุนกลับกลายเป็นเรื่อง การพยายามออกกฎกระทรวงเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อที่ดินในประเทศไทยได้ จนทำให้โดนประชาชนและสังคมไทยออกมาต่อต้านแนวคิดดังกล่าว และในที่สุดรัฐบาลก็ต้องยอมถอยเรื่องการขายที่ดินไปก่อน นี่คือสิ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นห่วง เพราะความพยายามขายที่ดินให้ต่างชาติ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีแผนการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ จนต้องคิดขายแผ่นดินเพื่อหาเงิน ซึ่งนี่เปรียบเสมือนการยอมรับว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถคิด หรือมีนโยบายในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในมุมมองนักลงทุนต่างชาติได้ จนทำให้ธุรกิจต่างชาติมากมายเลือกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน 

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากในขณะนี้กระแสการเมืองไทยกำลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งใหม่เข้าไปทุกขณะ อีกทั้งข่าวความวุ่นวายภายในรัฐบาลเอง ทำให้รัฐบาลมุ่งความสนใจไปในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของฝ่ายตนในด้านการเมือง จนเหมือนจะลืมหน้าที่ฝ่ายบริหารไป ความแตกแยกในฝ่ายบริหารเห็นได้จากข่าวในช่วงเวลานี้ ที่รัฐบาลแทบไม่มีการพูดถึงมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ กลับกันมีข่าวการโยกย้ายและการต่อสู้ทางการเมืองภายในรัฐบาลมากขึ้น ทำให้การแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือประชาชนกลายเป็นเรื่องรอง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปัญหาเหล่านี้จะไม่จบถึงแม้รัฐบาลปัจจุบันจะหมดวาระลง แต่ประชาชนจะยังต้องได้รับผลกระทบต่างๆ จากความไม่เอาไหนของผู้นำรัฐบาลที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป และรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาก็จะต้องใช้เวลาอีกมากในการซ่อมแซมประเทศที่พังมาตลอด 8 ปี ภายใต้การบริหารของผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบัน